
ภูมิภาคอ่าวอาหรับเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหลากหลายประเภท รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุปทานพลังงานและเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีคลังเก็บก๊าซและน้ำมันในแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) ของอิหร่านเมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) หลังจากนั้นอิหร่านได้ทำการตอบโต้ ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานหลายแห่งในภูมิภาคได้รับผลกระทบจากขีปนาวุธหรือเศษซากที่ตกลงมา โดยบางส่วนต้องระงับการดำเนินงานชั่วคราว การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
สำนักข่าวซินหัวได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ดังนี้
กาตาร์
นิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน (Ras Laffan Industrial City) ซึ่งดำเนินการโดยกาตาร์เอเนอร์จี (QatarEnergy) บริษัทน้ำมันของรัฐ เป็นศูนย์กลางการผลิต LNG ของกาตาร์ ครอบคลุมพื้นที่ 295 ตารางกิโลเมตร มีโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รวมถึงท่าเรือราส ลัฟฟาน ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถรองรับเรือบรรทุก LNG ขนาดใหญ่ที่สุดได้ ตามข้อมูลจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกาตาร์เอเนอร์จี
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยของกาตาร์เปิดเผยว่า หน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนได้เข้าควบคุมเพลิงไหม้ในพื้นที่ราส ลัฟฟาน หลังถูกอิหร่านโจมตี ต่อมากาตาร์เอเนอร์จีออกแถลงการณ์ยืนยันว่า นิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างและเกิดเพลิงไหม้ อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบพบว่าพนักงานทุกคนอยู่ครบ ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
บริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC) ซึ่งเป็นของรัฐบาลอาบูดาบีทั้งหมด เป็นกลุ่มพลังงานที่มีเครือข่ายธุรกิจแบบบูรณาการเต็มรูปแบบครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน โดย ADNOC ก็ไม่รอดพ้นจากการโจมตีเช่นกัน
เมื่อวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) ทางการ UAE เปิดเผยว่า โรงงานก๊าซฮับชาน (Habshan) หนึ่งในโรงงานแปรรูปก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ดำเนินการโดย ADNOC ได้ระงับการดำเนินงานชั่วคราวเนื่องจากเศษซากจากขีปนาวุธที่ถูกสกัดได้ตกลงมา ขณะที่แหล่งน้ำมันบับ (Bab) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันบนบกที่ใหญ่ที่สุดใน UAE ซึ่งดำเนินการโดย ADNOC ก็ได้รับผลกระทบจากการโจมตีเช่นกัน
ซาอุดีอาระเบีย
ซาอุดี อารามโค (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย และหนึ่งในบริษัทพลังงานและเคมีภัณฑ์แบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ได้รับผลกระทบจากการโจมตีเช่นกัน โดยมีรายงานว่าโรงกลั่นน้ำมันซามเรฟ (SAMREF) ของบริษัท ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองท่ายานบู บริเวณชายฝั่งทะเลแดง ถูกโจมตีทางอากาศเมื่อวันพฤหัสบดี
ทั้งนี้ ยานบูได้กลายเป็นหนึ่งในจุดส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญจากประเทศอ่าวอาหรับ นับตั้งแต่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักลงหลังสงครามปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนที่แล้ว
บาห์เรน
แบปโค เอเนอร์จีส์ (Bapco Energies) บริษัทพลังงานครบวงจรของบาห์เรน และหนึ่งในบริษัทน้ำมันกลุ่มแรก ๆ ในอ่าวอาหรับที่เริ่มส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยในช่วงต้นเดือนนี้ บริษัทได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) ต่อการดำเนินงาน เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทถูกโจมตี ขณะที่การโจมตีในภูมิภาคยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านกระทรวงสาธารณสุขบาห์เรนยืนยันว่าการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่านในพื้นที่ซิตรา ส่งผลให้พลเรือนได้รับบาดเจ็บ 32 ราย โดย 4 รายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส
คูเวต
คูเวต ปิโตรเลียม คอร์ปอเรชัน (KPC) ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐบาลคูเวต และเป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันชั้นนำของโลก ยืนยันว่าถูกโดรนโจมตีส่วนปฏิบัติการในโรงกลั่นน้ำมันหลักสองแห่งของประเทศเมื่อวันพฤหัสบดี ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ แต่สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
KPC ระบุในแถลงการณ์ว่า จุดที่ถูกโดรนโจมตีคือ ส่วนปฏิบัติการในโรงกลั่นมินา อับดุลลาห์ (Mina Abdullah) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทในเครืออย่างคูเวต เนชันแนล ปิโตรเลียม คอมพานี (KNPC) และส่วนปฏิบัติการในโรงกลั่นมินา อัล อาห์มาดี (Mina Al Ahmadi)
โอมาน
โอมานเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของภูมิภาค และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของประเทศก็ตกเป็นเป้าการโจมตีเช่นกัน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แอมบรีย์ (Ambrey) บริษัทรักษาความปลอดภัยทางทะเลของอังกฤษ เปิดเผยว่า คลังเก็บน้ำมันที่ท่าเรือโอมานถูกโจมตี ด้านสำนักข่าวโอมานรายงานว่า โดรนหลายลำถูกสกัดและยิงตกในโอมาน ขณะที่โดรนหลายลำโจมตีถังเก็บเชื้อเพลิงที่ท่าเรือซาลาลาห์ ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโอมาน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)





