ธปท.เล็งหั่นเป้า GDP ปีนี้ รับสงครามตอ.กลางกดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ พร้อมดูแลค่าเงินใกล้ชิด

น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาพเศรษฐกิจของไทย มีความเสี่ยงด้านต่ำ (Down Side Risk) เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ซึ่งภาพเศรษฐกิจรายเดือนที่ผ่านมา ยังไม่ได้สะท้อนผลจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ในปัจจุบันผลกระทบได้ผ่านหลายช่องทางอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ต้นทุนพลังงาน จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

โดยขณะนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามว่าต้นทุนพลังงานนี้ จะถูกส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชนมากน้อยเพียงใด หากผู้ประกอบการไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ อาจจะมีการส่งผ่านไปราคาสินค้า ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็เผชิญปัญหานี้เช่นเดียวกัน อาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว และกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย รวมทั้งผลกระทบต่อรายได้ของคนบางกลุ่ม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของลูกหนี้ในเรื่องของความสามารถในการชำระหนี้ แต่เชื่อว่าสถาบันการเงิน จะดูแลติดตามลูกค้าพอร์ตของตัวเองอย่างใกล้ชิด

  • เปิด 2 สมมติฐาน ผลกระทบต่อศก.ไทย

ความไม่แน่นอน และยังไม่สามารถคาดเดาว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อไปในระดับและจบลงอย่างไร ซึ่งคล้ายกับช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่มีความไม่แน่นอนสูง ธปท.ได้ตั้งสมมติฐานไว้ 2 กรณี คือ

1. กรณี Better Case คาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะจบลงภายในครึ่งแรกของปีนี้ (H1/69) การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มผ่อนคลายลง โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี อาจอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล

2. กรณี Base Case สถานการณ์อาจจบลงในครึ่งปีแรกเช่นกัน แต่ผลกระทบจะลากยาวไปถึงครึ่งปีหลัง เนื่องจากมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแตกต่างจากกรณีรัสเซีย-ยูเครน ที่ไม่ได้ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง ทำให้ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู (Recover) นานกว่า โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และการเดินเรือจะยังคงติดขัดไปจนถึงครึ่งปีหลัง

“ธปท. ยอมรับว่ามีความเสี่ยงด้านต่ำ ที่อาจทำให้ตัวเลข GDP ต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้จากรายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน เพราะความไม่แน่นอนสูงขึ้น แต่การระบุตัวเลขเศรษฐกิจจะจบที่จุดไหน คงทำได้ยาก ต้องรอประเมินข้อมูลใหม่ โดย ธปท.จะทบทวนตัวเลขอีกครั้ง” น.ส.ชญาวดี ระบุ

  • เงินเฟ้อพุ่งจากฝั่งดีมานด์ “ปรับดอกเบี้ย” ไม่ใช่ทางแก้ที่ตรงจุด

สำหรับนโยบายการเงินนั้น น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า หากเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น มาจากปัญหาด้านอุปทาน (Supply Shock) เช่น ราคาพลังงาน และคาดการณ์ว่าจะกลับลงมาได้ในที่สุด สามารถมองผ่านได้ (Look Through) การปรับดอกเบี้ยอาจไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา เพราะดอกเบี้ยไม่สามารถจัดการกับปัญหาฝั่ง Supply ได้โดยตรง แต่หากปัญหาเริ่มส่งผ่านไปกระทบต่อการใช้จ่าย (Demand) หรือการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว ธปท. จึงจะพิจารณาการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยตามความเหมาะสม โดยจะเห็นว่าในช่วงสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ธปท.ไม่ได้ปรับดอกเบี้ยขึ้นรวดเร็ว

ขณะที่ฝั่งตลาดการเงิน (Financial Market) ในส่วนของค่าเงิน จะเห็นว่ามีความผันผวน โดยบางจังหวะอ่อนค่านำสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Importer) และเศรษฐกิจพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงค่าเงินบาทก็ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาได้บ้าง โดยยอมรับว่าความผันผวนที่ระดับ 9% ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ถึงขั้นสูงเป็นประวัติการณ์ก็ตาม

“บทบาทการดูแลของ ธปท.ได้เข้าไปบริหารจัดการความผันผวนของค่าเงิน โดยจะดูแล 2 ฝั่ง ทั้งในฝั่งแข็งค่า และอ่อนค่า ซึ่งเป้าหมายหลัก คือ การดูแลเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคา และดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่เดือดร้อนจนเกินไป รวมถึงการดูแลให้ตลาดการเงินยังคงฟังก์ชัน (Functionality) หรือทำงานได้ตามปกติ ธปท. ติดตามดูแลกิจกรรมภาคการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ซ้ำเติม และประคับประคองกันไป” น.ส.ชญาวดี ระบุ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)