
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มี.ค.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ออกมาขู่ว่าจะ “โจมตีและทำลายล้าง” โรงไฟฟ้าของอิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบภายใน 48 ชั่วโมง แต่ในวันจันทร์ (23 มี.ค.) ทรัมป์กลับลำว่า เขาตัดสินใจเลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านออกไปอีก 5 วัน หลังจากได้ “หารืออย่างสร้างสรรค์” กับทางอิหร่าน
“ผมได้สั่งการให้กระทรวงสงครามเลื่อนการโจมตีทางทหารทั้งหมดต่อโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 5 วัน ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการประชุมและการหารือกันที่กำลังดำเนินอยู่” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว
อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาแต่อย่างใด ก่อให้เกิดข้อสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่
อิหร่านปฏิเสธเรื่องการเจรจา
อิหร่านปฏิเสธข้ออ้างของสหรัฐฯ เรื่องการเจรจาสันติภาพ พร้อมทั้งรักษาจุดยืนอย่างแน่วแน่ โดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวในวันจันทร์ว่า อิหร่านยังไม่พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ
“ประชาชนชาวอิหร่านเรียกร้องให้ลงโทษผู้รุกรานอย่างเต็มที่เพื่อให้สำนึกผิด” กาลีบาฟโต้ตอบคำกล่าวของทรัมป์ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีการเจรจากับสหรัฐฯ และวาทกรรมล่าสุดของทรัมป์ “ถูกนำมาใช้เพื่อบิดเบือนตลาดการเงินและตลาดน้ำมัน รวมทั้งเพื่อหลีกหนีจากกับดักที่สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังติดกับอยู่”
สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ซึ่งเป็นสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า ไม่มีการติดต่อโดยตรงหรือโดยอ้อมกับทรัมป์ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า วาทกรรมของทรัมป์เป็น “ส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะกดราคาพลังงานลง และซื้อเวลาเพื่อดำเนินการตามแผนการทางทหาร”
สหรัฐฯ เสริมกำลังทางทหาร
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ตลาดตอบสนองต่อถ้อยแถลงของทรัมป์อย่างรวดเร็วตามคาด โดยราคาน้ำมันลดลงและตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้นจากความหวังว่าความตึงเครียดจะบรรเทาลง
แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กลับกำลังเร่งส่งกำลังทหารเพิ่มเติมไปยังภูมิภาคอ่าวอาหรับ โดยคาดว่าหน่วยนาวิกโยธินสามหน่วย รวมถึงกองกำลังทหาร 2,500 นาย กำลังอยู่บนเรือ USS Tripoli ที่จะเดินทางไปถึงภูมิภาคดังกล่าวภายในไม่กี่วันนี้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ยืนยันภารกิจที่เฉพาะเจาะจง แต่รายงานระบุว่ากำลังมีการวางแผนปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยเส้นทางการเดินเรือ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว (19 มี.ค.) ซึ่งระบุว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาส่งทหารหลายพันนายไปรักษาความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ และอาจปฏิบัติการโจมตีเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านเพียง 15 ไมล์ และเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านมากถึง 90%
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. สหรัฐฯ ได้โจมตีทางอากาศใส่เกาะคาร์กอย่างหนักหน่วง แต่เจตนาละเว้นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า หากสหรัฐฯ ตัดสินใจเปลี่ยนจากปฏิบัติการทางอากาศไปสู่ปฏิบัติการภาคพื้นดิน ด้วยการสั่งการให้นาวิกโยธินยกพลขึ้นบก อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อรายได้จากการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และอาจกดดันให้อิหร่านต้องยอมอ่อนข้อเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ
แผนการหลังความขัดแย้ง
เว็บไซต์ข่าวแอกซิออส (Axios) รายงานในวันจันทร์โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเรด คุชเนอร์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เริ่มหารือเบื้องต้นเป็นการภายใน เกี่ยวกับกรอบการทำงานที่เป็นไปได้ภายหลังความขัดแย้งยุติลง
ขณะเดียวกัน เมื่อถูกถามว่าใครจะเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซหลังสงคราม ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “บางทีอาจจะเป็นผม ผมกับอยาตอลเลาะห์…ไม่ว่าอยาตอลเลาะห์คนต่อไปจะเป็นใครก็ตาม”
สำหรับท่าทีของประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลางนั้น เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ให้คำมั่นในวันจันทร์ว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของอิสราเอลไปพร้อมกับการโจมตีอิหร่านและเลบานอนต่อไป
ส่วนทางด้านซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และอีกหลายประเทศ ได้ประณามอิหร่านที่ทำการโจมตีตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรน พร้อมกับเรียกร้องให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซและยุติการโจมตีตอบโต้กันไปมา
ในช่วงไม่กี่วันมานี้ โอมาน ตุรกี อียิปต์ และปากีสถาน ต่างมีส่วนร่วมในความพยายามที่จะไกล่เกลี่ยยุติการสู้รบ ทว่ายังไม่มีรายงานความคืบหน้าแต่อย่างใด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มี.ค. 69)





