
รายงานจากองค์กรสนับสนุนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในยุโรประบุว่า ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกำลังสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของอุตสาหกรรมขนส่งทางเรือทั่วโลก โดยบริษัทต่าง ๆ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงเพิ่มเติมราว 340 ล้านยูโรต่อวัน หรือประมาณ 393 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน บริษัทเดินเรือมีต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นรวมแล้วมากกว่า 4.6 พันล้านยูโร
ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญ โดยน้ำมันเชื้อเพลิงทางทะเลชนิดกำมะถันต่ำมากในสิงคโปร์พุ่งขึ้นแตะ 941 ยูโรต่อตัน เพิ่มขึ้นถึง 223% ตั้งแต่ต้นปี 2569 ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลวปรับตัวขึ้น 72% นับตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งสร้างความเปราะบางให้กับอุตสาหกรรม เนื่องจากกองเรือทั่วโลกถึง 99% ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานและความไม่แน่นอนของอุปทาน
เอลัว นอร์ด เจ้าหน้าที่นโยบายด้านการขนส่งขององค์กรฯ ระบุว่า วิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซทำให้การค้าทางทะเลทั่วโลกถูกจับตามองมากขึ้น โดยผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัน
ขณะเดียวกัน วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการลงทุนในพลังงานสะอาดมากขึ้น และทำให้ความกังวลเรื่องต้นทุนของการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมลดความสำคัญลง เมื่อเทียบกับความผันผวนที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 มี.ค. 69)





