สหรัฐฯ เร่งเกมการทูต บีบซาอุฯ ร่วม Abraham Accords ช่วยสกัดอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ (ภาพ: thaigov.go.th)

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เดินหน้ากดดันให้ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมข้อตกลง Abraham Accords โดยมองว่าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเสถียรภาพในตะวันออกกลาง และอาจเปิดทางสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของภูมิภาค

ทั้งนี้ Abraham Accords คือ ข้อตกลงสันติภาพและความร่วมมือทางการทูตในตะวันออกกลาง โดยเป็นข้อตกลงที่ทำให้บางประเทศอาหรับยอมรับและสร้างความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับอิสราเอล

ทรัมป์กล่าวในการประชุมด้านการลงทุนที่ไมอามีเมื่อวันศุกร์ (27 มี.ค.) ว่า การลดขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และการทหารของอิหร่านได้สร้างเงื่อนไขใหม่ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน สถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลอย่างเป็นทางการ

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ ปรับแนวทางจากการข่มขู่ทางทหารไปสู่การใช้แรงกดดันทางการทูตมากขึ้น เพื่อผลักดันภูมิทัศน์ใหม่ของภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้ประกาศขยายเส้นตายการเจรจากับอิหร่านเป็นครั้งที่สอง โดยจะชะลอแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและระบบผลิตน้ำจืดออกไปจนถึงวันที่ 6 เม.ย. หากมีความคืบหน้าในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งช่วยผ่อนคลายแรงกดดันในตลาดพลังงานโลกในระยะสั้น

แม้จะชะลอการโจมตี แต่สหรัฐฯ ยังคงใช้แนวทางสองด้าน โดยระบุว่า ยังมีเป้าหมายในอิหร่านจำนวนมากที่พร้อมถูกโจมตี หากเส้นทางเดินเรือสำคัญยังคงถูกปิดกั้น

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีความผันผวนรุนแรงตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญของซาอุดีอาระเบีย เช่น โรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura และแหล่งน้ำมัน Shaybah

ด้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบียปฏิเสธว่าไม่ได้ต้องการให้สงครามยืดเยื้อ แม้ว่าความขัดแย้งจะสร้างแรงกดดันต่อกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Public Investment Fund) มูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งต้องรักษาสมดุลระหว่างแผนการลงทุนระดับโลกกับต้นทุนภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนในภูมิภาค

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 มี.ค. 69)