
ราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ (30 มี.ค.) หลังมีรายงานว่ากลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมนซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอล ซึ่งถือเป็นการโจมตีครั้งแรกของกลุ่มฮูตีนับตั้งแต่ที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 ก.พ. และทำให้เกิดความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นวงกว้าง
สัญญาน้ำมัน WTI ส่งมอบเดือนพ.ค. พุ่งขึ้น 3.13 ดอลลาร์ หรือ 3.14% แตะที่ระดับ 102.77 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงเช้าวันนี้ โดยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากปิดตลาดพุ่งขึ้นกว่า 5% ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ (27 มี.ค.)
ส่วนสัญญาน้ำมันเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ค. พุ่งขึ้น 3.16 ดอลลาร์ หรือ 2.81% แตะที่ 115.73 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงเช้านี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากปิดตลาดพุ่งขึ้น 4.2% ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์
กองกำลังติดอาวุธฮูตีในเยเมนยิงขีปนาวุธหลายลูกโจมตี “เป้าหมายทางทหารที่สำคัญ” ทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.) ซึ่งถือเป็นการโจมตีครั้งแรกของกลุ่มฮูตีนับตั้งแต่ที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ยาห์ยา ซาเรีย โฆษกของกองกำลังฮูตี กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการแทรกแซงทางทหารโดยตรง “เพื่อสนับสนุนสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและแนวร่วมต่อต้านในเลบานอน อิรัก และปาเลสไตน์”
นอกจากนี้ กลุ่มฮูตียังส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม โดยระบุว่าการโจมตีทางทหารต่ออิสราเอลครั้งนี้เป็น “สิทธิอันชอบธรรม” ในการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกว่า “การรุกรานอย่างโหดร้ายของสหรัฐฯ และอิสราเอล” ต่ออิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลาง
ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองตะวันออกกลางมองว่า การที่กลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่ากลุ่มฮูตีกำลังเข้าสู่ความขัดแย้งในภูมิภาคอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เคยขู่ก่อนหน้านี้ว่าจะเข้ามาแทรกแซง หากความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านทวีความรุนแรง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มี.ค. 69)





