
สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านแบบเจาะจง “เด็ดหัวผู้นำ” เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา และได้ลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคหลายแนวรบที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง
ในขณะที่สงครามกำลังย่างเข้าสู่เดือนที่สอง สำนักข่าวซินหัวได้ทำการวิเคราะห์เจาะลึกว่า สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนเป้าหมายการโจมตีหรือไม่ พร้อมที่จะเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินหรือไม่ และกำลังพยายามหาทางออกด้วยวิธีการทางการทูตจริงหรือไม่
จากการโจมตีเป้าหมายทางทหาร สู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน-เศรษฐกิจ
ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของสงคราม สหรัฐฯ และอิสราเอลมุ่งเน้นการโจมตีทางอากาศเพื่อปลิดชีพผู้นำคนสำคัญ รวมถึงโจมตีฐานทัพ ฐานยิงขีปนาวุธ และศูนย์บัญชาการของอิหร่านเป็นหลัก โดยพลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เปิดเผยเมื่อวันพุธ (25 มี.ค.) ว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายไปแล้วกว่า 10,000 จุด ทำลายเรือขนาดใหญ่ของอิหร่านไป 92% รวมถึงทำลายโรงงานผลิตขีปนาวุธ โดรน และเรือรบมากกว่าสองในสาม พร้อมทั้งยืนยันว่า “ภารกิจยังไม่จบ”
เมื่อวันที่ 13 มี.ค. เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดใส่เกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันหลัก โดยโจมตีเป้าหมายทางทหารกว่า 90 จุดบนเกาะ แต่เจตนาละเว้นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เมื่อความขัดแย้งเริ่มยืดเยื้อ ลำดับความสำคัญในการโจมตีได้เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยสหรัฐฯ เปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเศรษฐกิจของอิหร่าน
สื่ออิหร่านรายงานว่า ศูนย์จ่ายกระแสไฟฟ้าแห่งหนึ่งซึ่งให้บริการพื้นที่ขนาดใหญ่ในฝั่งตะวันออกของกรุงเตหะรานใช้งานไม่ได้เป็นเวลาหลายชั่วโมงหลังถูกโจมตีทางอากาศ นอกจากนี้ กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลยังได้ขยายเป้าหมายการโจมตีไปยังโรงงานผลิตน้ำมวลหนัก (heavy water) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ใช้ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และโรงงานผลิตผงยูเรเนียมเข้มข้น (yellowcake) ในภาคกลางของอิหร่าน รวมถึงโรงงานเหล็กสองแห่งในภาคกลางและตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน และโรงงานปูนซีเมนต์ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันศุกร์ (27 มี.ค.) วันเดียว ยิ่งไปกว่านั้น มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกรุงเตหะราน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอิสฟาฮานในเมืองอิสฟาฮานทางภาคกลางของอิหร่านก็ถูกโจมตีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่ามีเหตุผลหลักสองประการที่ทำให้สหรัฐฯ ปรับกลยุทธ์การโจมตี ประการแรกคือ เพื่อกดดันอิหร่านทางเศรษฐกิจด้วยการมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานการส่งออกพลังงาน เพื่อตัดช่องทางสร้างรายได้จากต่างประเทศ และประการที่สองคือ เพื่อแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ สามารถโจมตีทุกที่ในอิหร่านได้โดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด เพื่อบีบให้อิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจา
ระดมกำลังพล เตรียมปฏิบัติการภาคพื้นดิน
กองกำลังสหรัฐฯ ที่ประจำการในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเมื่อวันเสาร์ (28 มี.ค.) กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ว่า เรือยกพลขึ้นบก USS Tripoli ที่บรรทุกนาวิกโยธินและลูกเรือประมาณ 3,500 นาย ได้เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว โดยมาพร้อมเครื่องบินขนส่งและเครื่องบินรบ ตลอดจนยุทโธปกรณ์โจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกและยุทโธปกรณ์ทางยุทธวิธี นับเป็นการเพิ่มกำลังพลของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 20 ปี
ก่อนหน้านี้ CENTCOM ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 16 มี.ค. และ 18 มี.ค. ว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64 Apache ไปปฏิบัติการที่แนวรบทางตอนใต้ของอิหร่าน
นิวยอร์กไทมส์รายงานเมื่อวันอังคาร (24 มี.ค.) ว่า สหรัฐฯ อาจส่งทหารประมาณ 3,000 นายจากกองพลร่มที่ 82 ไปยังตะวันออกกลาง รวมถึงทหารอีกประมาณ 2,500 นายจากเอเชีย ขณะเดียวกัน วอลล์สตรีทเจอร์นัลและเอเอฟพีต่างรายงานเมื่อวันศุกร์ (27 มี.ค.) ว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาว่าจะส่งทหารเพิ่มเติมอีกถึง 10,000 นายไปยังตะวันออกกลาง เพื่อเข้าร่วมกับทหารพลร่มและนาวิกโยธินหลายพันนายที่ประจำการอยู่แล้ว
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อวันเสาร์ว่า สหรัฐฯ “สามารถบรรลุเป้าหมายทั้งหมดของเราได้โดยไม่ต้องใช้กองกำลังภาคพื้นดิน” แต่สื่อหลายสำนักต่างรายงานตรงกันว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อาจเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่านเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
วอชิงตันโพสต์รายงานในวันเสาร์โดยอ้างอิงเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งระบุว่า แผนการดังกล่าวอยู่ระหว่างการพัฒนาและมุ่งเน้นไปที่ปฏิบัติการภาคพื้นดินที่มีขอบเขตจำกัดแต่มีความเสี่ยงสูง โดยใช้กองกำลังปฏิบัติการพิเศษร่วมกับทหารราบในการบุกโจมตีพื้นที่ชายฝั่งใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อค้นหาและทำลายอาวุธที่สามารถใช้โจมตีเรือของกองทัพและเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ แต่อาจไม่ถึงขั้นเป็นการบุกโจมตีเต็มรูปแบบ
ต่อหน้าเจรจา ลับหลังวางแผนโจมตี
การกระทำที่ย้อนแย้งที่สุดของสหรัฐฯ คือ ถ้อยคำทางการทูตกับการเตรียมการทางทหาร โดยเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว (23 มี.ค.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ อ้างว่าได้บรรลุ “ข้อตกลงสำคัญ” กับอิหร่าน โดยบอกกับผู้สื่อข่าวว่าทั้งสองฝ่ายจะหารือกันทางโทรศัพท์ และเขาสั่งให้เลื่อนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านออกไป 5 วัน พร้อมทั้งเสนอแผนหยุดยิง 15 ข้อให้แก่อิหร่าน ผ่านทางปากีสถานซึ่งรับบทเป็นคนกลาง
อย่างไรก็ตาม อิหร่านปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่มีการติดต่อโดยตรงหรือโดยอ้อมกับสหรัฐฯ โดยสำนักข่าวฟาร์สซึ่งเป็นสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน ตอบโต้ทันควันในวันเดียวกันว่าไม่มีการติดต่อใด ๆ ทั้งสิ้น ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า วาทกรรมของทรัมป์เป็น “ส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะกดราคาพลังงานลง และซื้อเวลาเพื่อดำเนินการตามแผนการทางทหาร” ต่อมา ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาย้ำในวันพุธว่า อิหร่าน “ไม่ประสงค์จะเจรจา และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาเกิดขึ้น”
ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า สหรัฐฯ “ส่งสัญญาณอย่างเปิดเผยว่าต้องการเจรจา แต่ลับหลังแอบวางแผนปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดิน”
ทั้งนี้ อิหร่านได้ปฏิเสธข้อเสนอ 15 ข้อของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเสนอแผน 5 ข้อของตนเอง ซึ่งมีข้อเรียกร้องเรื่องค่าชดเชยจากความเสียหายของสงคราม การรับประกันว่าจะไม่มีการโจมตีในอนาคต และการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ออกมาเตือนในวันพุธว่า สหรัฐฯ จะ “ถล่มให้ราบคาบ” หากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลง และวันต่อมา ทรัมป์กล่าวว่าหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลง อิหร่านจะต้องเผชิญกับ “การโจมตีอย่างหนัก” จากสหรัฐฯ
เบื้องหลังฉากหน้าทางการทูต กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังร่างแผน “การโจมตีครั้งสุดท้าย” 4 ตัวเลือกให้ทรัมป์พิจารณา โดยเว็บไซต์ข่าวแอกซิออส (Axios) รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (26 มี.ค.) โดยอ้างแหล่งข่าวว่า ตัวเลือกดังกล่าวประกอบด้วย การบุกหรือปิดล้อมเกาะคาร์ก, การยึดเกาะลารัก (Larak) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ, การยึดเกาะอาบูมูซา (Abu Musa) เกาะเกรตเตอร์ทูนบ์ (Greater Tunb) และเกาะเลสเซอร์ทูนบ์ (Lesser Tunb) สามเกาะยุทธศาสตร์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านควบคุมอยู่แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อ้างสิทธิ์ รวมถึงการปิดล้อมหรือยึดเรือส่งออกน้ำมันจากอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ มีรายงานว่านักวางกลยุทธ์ทางทหารของสหรัฐฯ ได้ร่างแผนในการยึดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่เก็บไว้ในโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านอีกด้วย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มี.ค. 69)





