ผลศึกษา ECB ชี้ผู้บริโภค-ผู้นำเข้าสหรัฐฯ แบกรับภาระภาษีหนักสุด

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยผ่านจดหมายข่าวเศรษฐกิจในวันนี้ (30 มี.ค.) ว่า ผู้บริโภคและผู้นำเข้าในสหรัฐฯ คือกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระทางการเงินส่วนใหญ่จากมาตรการภาษีศุลกากร ขณะที่ปริมาณการค้าก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งส่งผลเชิงลบย้อนกลับไปยังกลุ่มผู้ส่งออกด้วย

บทความดังกล่าวระบุว่า “ผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ แบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น … แต่ต้นทุนส่วนใหญ่กลับตกไปอยู่ที่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคภายในสหรัฐฯ เป็นหลัก”

ECB ระบุว่า ปัจจุบันผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ แบกรับต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 และในอนาคต ส่วนแบ่งภาระนี้อาจพุ่งสูงขึ้นเกินกว่าครึ่งหนึ่ง เนื่องจากบริษัทในสหรัฐฯ เริ่มหมดขีดความสามารถในการแบกรับต้นทุนส่วนนี้เอาไว้เอง ซึ่งหมายความว่าในระยะยาวนั้น บริษัทของสหรัฐฯ จะต้องแบกรับภาระต้นทุนภาษีที่สูงขึ้นอยู่ที่ประมาณ 40%

อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกฝั่งยุโรปเองก็ไม่รอดพ้นผลกระทบ เนื่องจาก ECB คาดการณ์ว่า มาตรการภาษีจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการนำเข้าอย่างรุนแรง

รายงานฉบับนี้ระบุว่า ในกรณีของกลุ่มสินค้าที่ยังคงมีการซื้อขายภายใต้มาตรการภาษี หากมีการปรับขึ้นอัตราภาษี 10% จะส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าลดลงถึง 4.3%

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเป็นวงกว้างกับคู่ค้าส่วนใหญ่ในปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการถกเถียงของเหล่านักเศรษฐศาสตร์ว่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้รับภาระหนักที่สุด หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เคยคาดการณ์ไว้ว่า กลุ่มผู้ส่งออกจะเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนดังกล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มี.ค. 69)