
นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลว่า จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเดินเรือขนส่งสินค้า และพลังงานของโลก ได้สร้างผลกระทบต่อภาคพลังงานในระดับรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ ใน 3 ช็อกหลัก คือ
- ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ พุ่งขึ้น 48% จากลิตรละ 29.94 บาท มาอยู่ที่ 44.24 บาท (ยังไม่รวมการปรับขึ้นราคาล่าสุดของวันที่ 2 เม.ย.69) ซึ่งการปรับขึ้นราคาน้ำมันทุก 1 บาท จะมีผลกดดัน GDP 0.04%
- เม็ดพลาสติกประสบภาวะขาดตลาด โดยสต็อกคาดว่าจะมีถึงสิ้นเดือนเม.ย.นี้เท่านั้น
- สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียตึงตัวทั่วโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีการส่งออกปุ๋ย คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของโลก
อันดับ 1 โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม อันดับ 2 การขนส่งทางทะเล อันดับ 3 การขนส่งทางชายฝั่ง และทางน้ำภายในประเทศ อันดับ 4 การขนส่งทางอากาศ อันดับ 5 การขนส่งทางรถไฟ อันดับ 6 การขนส่งทางบก อันดับ 7 การทำเหมืองแร่ดีบุก อันดับ 8 การทำประมงในทะเลและชายฝั่ง อันดับ 9 การขนส่งสินค้าทางบก และอันดับ 10 การผลิตยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี
“จะเห็นว่าสาขาขนส่ง ครอง 5 ใน 10 อันดับต้น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล” นายวิเชียรระบุ
นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นรวมแล้วถึง 14.30 บาท/ลิตร (ข้อมูลยังไม่รวมการปรับขึ้นราคาเมื่อวันที่ 2 เม.ย.) มีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) พุ่งขึ้น 4.56% หรือราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาท มีผลต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.32% และกดดันการบริโภคภาคเอกชน ให้ลดลงราว 97,500 ล้านบาท ดังนั้นในภาพรวมจากข้อมูลล่าสุด การปรับขึ้นดีเซลไปแล้วประมาณ 14.30 บาท/ลิตร มีผลทำให้ GDP ปีนี้ หายไปราว 0.56%

นายวิเชียร กล่าวว่า ม.หอการค้าไทย ได้จัดทำการประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ไว้ 3 ฉากทัศน์ ตามระยะเวลาของความขัดแย้ง ดังนี้
- กรณีที่ 1 : ความขัดแย้งระยะปานกลาง ระยะเวลา 3 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 1.91% กระทบ GDP ให้ลดลง -1.07%
- กรณีที่ 2 : ความขัดแย้งยืดเยื้อ ระยะเวลา 6 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 2.82% กระทบ GDP ให้ลดลง -2.31%
- กรณีที่ 3 : ความขัดแย้งไม่มีกำหนดยุติ ระยะเวลาครอบคลุมช่วงที่เหลือของปีนี้ (โอกาสเกิด 10%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 3.67% กระทบ GDP ให้ลดลง -3.24%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเกิดภาวะ Stagflation ว่า การจะเกิดภาวะ Stagflation ได้นั้น ต้องประกอบด้วยเกณฑ์ 4 ข้อ กล่าวคือ
- เกณฑ์ที่ 1 การเติบโตของเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพ หรือต่ำกว่า 1-2% ในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือต่ำกว่า 3% ในประเทศตลาดใหม่ รวมทั้งไทย
- เกณฑ์ที่ 2 เงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง และสูงกว่า Inflation Target โดยสูงข้ามไตรมาส และไม่ใช่การพุ่งสูงเพียงแค่ชั่วคราว
- เกณฑ์ที่ 3 อัตราการว่างงานสูงขึ้น สะท้อน stagnation (เศรษฐกิจโตต่ำ) ฝั่งแรงงานโดยตรง
- เกณฑ์ที่ 4 ต้องเกิดทั้ง 3 เงื่อนไข พร้อมกันอย่างน้อย 2-3 ไตรมาสติดต่อกัน แต่ถ้าต่ำกว่านั้น จะถือว่าเป็นเพียงแรงกดดันที่อาจจะเกิด Stagflation แต่ยังไม่ใช่การเกิด Stagflation ที่แท้จริง
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ใช่ภาวะของ Stagflation แต่เป็นภาวะที่มีแรงกดดันที่มีโอกาสจะเกิด Stagflation เนื่องจากประเทศไทย ยังไม่ได้เข้าครบเงื่อนไขทั้ง 3 เกณฑ์ดังกล่าว โดยเข้าเพียงเงื่อนไขที่ GDP คาดการณ์ที่ 1.5% ซึ่งที่เป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพ
ส่วนอัตราเงินเฟ้อของไทยนั้น ที่ผ่านมา เงินเฟ้อถูกกดไว้ด้วยมาตรการช่วยเหลือด้านราคาพลังงานจากภาครัฐ แต่ในระยะข้างหน้า หากสถานการณ์สงครามมีความยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งมีผลให้ราคาสินค้าทยอยปรับเพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 4-5% ได้ ในขณะที่อัตราการว่างงานของไทย ยังอยู่ที่ระดับ 1% ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มที่อัตราการว่างงานต่ำสุดของโลก
“ดังนั้น จากการประเมินเบื้องต้น ไทยยังอยู่ในระดับที่มี Stagflationary Pressure ยังไม่ใช่ Full Stagflation…ประเทศไทยปีนี้ ยังไม่น่าจะเกิด stagflation ได้ง่ายถ้าสงครามจบลงภายในไตรมาส 2 แต่ถ้าจบในไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยเริ่มติดลบหนักขึ้น และเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น เรามีความเสี่ยง” นายธนวรรธน์ ระบุ
ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ ใน 4 ด้าน
- ด้านน้ำมัน : รัฐบาลควรช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง เช่น การจ่ายเงินอุดหนุนตามเที่ยววิ่งรถจริง, ลดปริมาณลดวิ่งเปล่า ด้วย Matching Platform ผ่านกรมการขนส่งทางบก
- ด้านไฟฟ้า : เร่งฟื้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 600 เมกะวัตต์, เลือก scenario 3 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อสกัด FT ไม่ให้สร้างต้นทุนรอบสอง
- ด้านเม็ดพลาสติก : จัดหาแนฟทา, โพรเพนจากสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก หรืออินโดนีเซีย, จัดหา Priority Use List เช่น ยา น้ำเกลือ ถุงมือแพทย์ อาหารบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า
- ปุ๋ย : ล็อกสัญญาล่วงหน้าก่อนที่ตลาดโลกจะแย่งซื้อ, ตรึงราคาไม่เกิน 20% จากก่อนวิกฤติ โดยรัฐเข้ามาชดเชยส่วนต่าง, ใส่ปุ๋ยในอัตรา 1/4 ของปกติ เป็นต้น
นายธนวรรธน์ กล่าวโดยสรุปว่า หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง สามารถจบได้ภายใน 3 เดือน หรือไม่เกินไตรมาส 2 ของปีนี้ เศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะเติบโตได้ 1% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่โต 2% แต่หากสงครามจบใน 6 เดือน หรือช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะหดตัว เหลือ -0.3% และกรณีสุดท้าย หากสงครามลากยาวไปจนถึงไตรมาส 4 หรือยังมีการสู้รบกันตลอดจนถึงสิ้นปีนี้ ก็คาดว่าเศรษฐกิจจะติดลบ -1.6%
ส่วนกรณีของอัตราเงินเฟ้อ หากสงครามจบภายใน 3-6 เดือน อัตราเงินเฟ้อก็จะอยู่ในช่วง 1.9-2.8% ซึ่งถือว่าอยู่ในกรอบเป้าหมายนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 1-3% แต่หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อไปถึงสิ้นปี เงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 3.6% ซึ่งเลยกรอบเป้าหมายของ ธปท. แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นภาวะที่สามารถควบคุมได้ ไม่ได้ขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงถึง 5% และเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
“โอกาสที่สงครามจะจบภายในไตรมาส 2 ปีนี้ น่าจะมีความเป็นไปได้สูง ดังนั้น การดูแลราคาน้ำมันในช่วงนี้จึงสำคัญมาก เพราะถ้ายิ่งปรับราคาน้ำมันแพงขึ้นเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจช็อกง่าย และทรุดตัวเร็ว ซึ่งจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ว่า จะจบเร็วหรือช้า แต่ถ้าแนวโน้มจะไปที่จบช้า สิ่งที่รัฐบาลจะต้องคิด คือการเก็บกระสุนไว้ในการเยียวยาเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะทุก 1 บาทที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นนั้น มันจะดึงเศรษฐกิจลง…ถ้ายิ่งยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยยิ่งมีโอกาสติดลบ และถ้ายิ่งราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทย จะยิ่งมีอุปสรรคมากขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 เม.ย. 69)





