
วันที่ 2 เมษายน 2568 หรือวันนี้เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษี “Liberation Day” โดยกำหนดอัตราภาษีพื้นฐาน 10% กับสินค้านำเข้าเกือบทั้งหมด พร้อมมาตรการภาษีตอบโต้ตามดุลการค้า ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
รายงานของเดอะบิสซิเนสไทมส์ระบุว่า แม้โดยรวมแล้ว ภูมิภาคนี้จะผ่านพ้นช่วงวิกฤตมาได้ด้วยปัจจัยสนับสนุนชั่วคราว เช่น การเร่งส่งออกล่วงหน้า การชะลอการบังคับใช้ภาษีในบางกรณี และการยกเว้นภาษีเฉพาะบางอุตสาหกรรม และแม้ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการภาษีดังกล่าวเนื่องจากเกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี แต่ภาคธุรกิจและนักวิเคราะห์มองว่าความไม่แน่นอนด้านการค้าจะยังคงดำเนินต่อไป
โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ หันไปใช้เครื่องมืออื่น เช่น การสอบสวนตามมาตรา 301 เกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรม และมาตรา 232 ที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ แรงกดดันทางการค้าจึงมีแนวโน้มคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบในรูปแบบใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศ พบว่าแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบหรือผลประโยชน์จากมาตรการภาษีทรัมป์แตกต่างกันไป ดังนี้
เวียดนาม: ได้ประโยชน์ แต่ไม่ทั่วถึง
เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงของซัพพลายเชนโลก โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม ข้อมูลทางการระบุว่าในปี 2568 ปริมาณการส่งออกของผู้ผลิตที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นถึง 26% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ผู้ประกอบการในประเทศกลับมีมูลค่าการส่งออกลดลง 6%
ความเหลื่อมล้ำนี้สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ กล่าวคือ ผู้ผลิตในประเทศส่วนใหญ่ยังขาดทักษะด้านการบริหารและการขายเชิงรุกในตลาดต่างประเทศ ทำให้การแข่งขันกับบริษัททุนต่างชาติเป็นเรื่องยาก
ขณะเดียวกัน รูปแบบการลงทุนจากจีนในเวียดนามกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ใช้เป็นเพียงจุดผ่านสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ไปสู่การลงทุนเพื่อการผลิตจริงมากขึ้น โดยมีสัญญาณชัดเจนจากการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปจากจีนเพิ่มขึ้น รวมถึงกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนและใช้เวลานานขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้เวียดนามจะกลายเป็นฐานการประกอบสำคัญ แต่ยังคงพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีนในระดับสูง เนื่องจากจีนมีข้อได้เปรียบด้านกำลังการผลิต คุณภาพสินค้า และต้นทุน
ผู้ประกอบการบางรายจึงเริ่มปรับกลยุทธ์ โดยหันไปเน้นสินค้าเฉพาะทางหรือระดับพรีเมียม เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันโดยตรงกับสินค้าจีนที่ผลิตจำนวนมาก นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังต้องปรับตัวตามข้อกำหนดใหม่จากลูกค้าตะวันตก เช่น เงื่อนไข “zero China content” ด้วยการกระจายแหล่งวัตถุดิบและเพิ่มสัดส่วนการจัดหาในประเทศ
ในระยะต่อไป แรงจูงใจในการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังเวียดนามอาจชะลอลง หากอัตราภาษีของทั้งสองประเทศอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน เนื่องจากต้นทุนการย้ายฐานการผลิตที่สูง อาจไม่คุ้มค่าหากทิศทางนโยบายยังไม่ชัดเจน
มาเลเซีย: อุปสงค์อ่อนตัว กำไรหด การแข่งขันรุนแรงขึ้น
ผู้ส่งออกในมาเลเซียกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งอุปสงค์ที่อ่อนตัวลง อัตรากำไรที่ลดลง และความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราภาษีปรับขึ้นลงหลายครั้งจาก 24% ลงมา 19% ก่อนจะลดลงชั่วคราวเหลือ 10% ทำให้การวางแผนธุรกิจเป็นไปได้ยาก
ผู้ผลิตพลาสติกรายหนึ่งระบุว่า ยอดขายลดลงราว 40% หลังมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คาดว่าจะเติบโต สินค้าบางส่วนถึงขั้นถูกทิ้งไว้ที่ท่าเรือในสหรัฐฯ เนื่องจากผู้ซื้อไม่ยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเจรจาสัญญาใหม่หรือแบ่งรับภาระต้นทุนภาษีกับลูกค้าเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ส่งผลให้อัตรากำไรลดลงจากระดับ 15-20% เหลือเพียง 8-10%
ขณะเดียวกัน การแข่งขันในภูมิภาคมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากผู้ผลิตที่ใช้โมเดลนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปมาประกอบหรือเปลี่ยนแบรนด์ก่อนส่งออก เพื่อรักษาต้นทุนและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างภาษี สร้างความได้เปรียบเหนือผู้ส่งออกมาเลเซียที่ผลิตในประเทศอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ดี ภาพรวมการค้าของมาเลเซียยังได้รับแรงหนุนจากภาคอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังคงได้อานิสงส์จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและ AI ในตลาดโลก อีกทั้งคาดว่าในระยะต่อไป ผู้ส่งออกมาเลเซียจะเริ่มกระจายตลาดไปยังอาเซียน ญี่ปุ่น และยุโรป รวมถึงมองหาโอกาสในธุรกิจใหม่ เช่น การผลิตตามสัญญา และเวชภัณฑ์
ไทย: ได้อานิสงส์ระยะสั้น แต่ความเสี่ยงยังอยู่
การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ ในปี 2568 เติบโตกว่า 30% โดยได้แรงหนุนจากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีมีผล และความได้เปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งบางประเทศ สินค้าอย่างอาหารสัตว์ ยางรถยนต์ และอัญมณีสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเติบโตตามความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวไม่ได้กระจายทั่วถึง โดยประมาณครึ่งหนึ่งของการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังคงอยู่ภายใต้มาตรการภาษีตอบโต้ ซึ่งเริ่มส่งผลให้การขยายตัวชะลอลง
ความเสี่ยงสำคัญอีกประการคือการสวมสิทธิ์สินค้า โดยมีสินค้า 49 กลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่อยู่ในข่ายถูกตรวจสอบ หากพบการนำเข้าสินค้าจากจีนมาประกอบหรือเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งออกต่อ อาจถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 40% ซึ่งจะกระทบต่อสัดส่วนการส่งออกที่มีนัยสำคัญ
ในด้านนโยบาย ความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยกดดัน โดยคาดว่าความชัดเจนอาจต้องรอหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
อินโดนีเซีย: ดีลการค้าสะดุด และเงื่อนไขที่ต้องจับตา
อินโดนีเซียลงนามข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังการเจรจาที่ยาวนาน โดยมีเป้าหมายยกเว้นภาษีสินค้ากว่า 1,819 รายการ เช่น น้ำมันปาล์ม กาแฟ ยาง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเปิดโควตาส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในอัตราภาษีศูนย์
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวเผชิญความไม่แน่นอนอย่างรวดเร็ว หลังศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่ากลไกภาษีที่เป็นฐานของนโยบายดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่อินโดนีเซียเองก็ชะลอกระบวนการให้สัตยาบัน หลังสหรัฐฯ เปิดการสอบสวนใหม่ภายใต้มาตรา 301
นักวิเคราะห์เตือนว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจมีเงื่อนไขที่สร้างภาระในระยะยาว โดยกำหนดให้อินโดนีเซียต้องปรับนโยบายภายในประเทศบางส่วน
นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขที่เรียกว่า “poison pill” ซึ่งกำหนดว่า หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการจำกัดทางการค้าต่อประเทศที่สามด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือความมั่นคง อินโดนีเซียอาจต้องดำเนินมาตรการในลักษณะเดียวกันตามไปด้วย
สิงคโปร์: ผลกระทบจำกัด แต่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
เศรษฐกิจสิงคโปร์เติบโต 4.8% ในปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าและอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นนี้อาจเป็นเพียงชั่วคราว
โดยความไม่แน่นอนกลับมาอีกครั้งในปีนี้ หลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าอาจปรับขึ้นภาษีเป็น 15% ภายหลังคำตัดสินของศาล โดยรัฐสภาสิงคโปร์รับทราบในเดือนมีนาคมว่าสิงคโปร์ยังคงเผชิญภาษีพื้นฐาน 10% ขณะที่ภาคการผลิตบางส่วนที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบมากกว่าภาคส่วนอื่น
ในภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการเริ่มปรับกลยุทธ์ โดยสมาคมการผลิตสิงคโปร์ (SMF) ได้นำแนวทาง “Singapore +1” มาใช้ โดยคงกิจกรรมมูลค่าสูง เช่น การวิจัยและพัฒนา ไว้ในประเทศ และย้ายกระบวนการที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปยังประเทศต้นทุนต่ำในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในภาคการผลิตยังไม่เท่ากัน โดยธุรกิจขนาดเล็กเผชิญแรงกดดันด้านกำไรมากกว่า ขณะเดียวกัน ในระยะต่อไป สถานะของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์อาจเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับสินค้าที่ถูกส่งผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและส่งผลต่อทิศทางการค้า
ในเชิงนโยบาย คณะกรรมการทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของสิงคโปร์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วเพื่อทบทวนทิศทางเศรษฐกิจท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี คาดว่าจะเผยแพร่รายงานและข้อเสนอแนะฉบับสมบูรณ์ภายในกลางปี 2569
ฟิลิปปินส์: กระทบจำกัด แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก
ฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก
ในปี 2568 การส่งออกของฟิลิปปินส์เติบโต 15.2% โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าและความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 43% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ การส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10% ขณะที่สินค้าเกษตร เช่น มะพร้าว กล้วย และสับปะรด ก็ได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีภายใต้ข้อตกลงการค้าทวิภาคี
อย่างไรก็ตาม ผลของการเร่งส่งออกล่วงหน้าคาดว่าจะเริ่มจางลงในปี 2569 นอกจากนี้ ข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น สินค้าเกษตร ยานยนต์ และยา อาจเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตในประเทศ แม้ผลกระทบส่วนหนึ่งอาจถูกบรรเทาจากค่าเงินเปโซที่อ่อนค่า ซึ่งทำให้สินค้านำเข้ายังมีราคาสูง
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงในระยะต่อไปอาจมาจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เองด้วย เพราะหากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทำให้ภาคธุรกิจลดการใช้จ่าย ก็อาจกระทบต่อความต้องการบริการเอาต์ซอร์ส ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของฟิลิปปินส์
ก้าวต่อไปของภูมิภาค
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าผลกระทบที่แท้จริงของมาตรการภาษีอาจยังไม่ปรากฏอย่างเต็มที่ และมีแนวโน้มจะค่อย ๆ แสดงออกผ่านความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่อ่อนตัวลง ต้นทุนซัพพลายเชนที่สูงขึ้น และการลงทุนที่ระมัดระวังมากขึ้น
ในระยะต่อไป ภาคธุรกิจในอาเซียนมีแนวโน้มปรับตัวเชิงโครงสร้างมากขึ้น ทั้งการกระจายตลาดส่งออก การออกแบบซัพพลายเชนใหม่ และการเพิ่มสัดส่วนการจัดหาวัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการค้าในระยะยาว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 เม.ย. 69)





