
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานกว่าหนึ่งเดือนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง เนื่องจากการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกือบหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง อีกทั้งการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง เมื่อราคาสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำอย่างน้ำมันดิบไปจนถึงปลายน้ำอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานพุ่งสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทาน ปริมาณการผลิตและสำรองในประเทศ รวมถึงแหล่งที่มาของพลังงาน โดยผลกระทบที่มีต่อห่วงโซ่อุปทานมักจะค่อย ๆ ปรากฏเมื่อเวลาผ่านไป มากกว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียว
ฟิลิปปินส์-ไทย: สองประเทศที่เปราะบางที่สุด
บทความจากเดอะดิโพลแมตระบุว่า ฟิลิปปินส์และไทยกลายเป็นสองประเทศที่เผชิญกับความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ที่นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด ทำให้มีความเปราะบางอย่างยิ่งต่อภาวะช็อกด้านอุปทาน ประกอบกับราคาพลังงานในฟิลิปปินส์อ่อนไหวต่อความผันผวนของตลาดโลกสูงมาก ทำให้เมื่อราคาโลกขยับขึ้น ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบทันที ซึ่งขณะนี้ราคาก็ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ จึงได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา โดยสั่งการให้ข้าราชการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ และกำลังพิจารณามาตรการอื่น ๆ เพื่อควบคุมราคา การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินช่วยให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้นในการแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงราคา แต่คำถามสำคัญที่ทั้งฟิลิปปินส์และประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนต้องเผชิญคือ รัฐบาลจะมีความสามารถหรือความเต็มใจในการจ่ายเงินอุดหนุนได้นานแค่ไหน
ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลได้ประกาศมาตรการให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้นเพื่อลดความต้องการใช้พลังงาน นอกจากนี้ไทยยังจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงเพื่อเก็บสำรองไว้ใช้ในประเทศ และได้เตรียมแผนสำรองในการปันส่วนเชื้อเพลิงหากสถานการณ์ย่ำแย่ลง
แม้ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามช่วยแบกรับภาระผ่านการอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่การแบกรับภาระนี้ทำได้ยากในระยะยาว โดยปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 47.74 บาท/ลิตร หลังคณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมัน
รายงานระบุว่า กรณีของไทยถือเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แรงสั่นสะเทือนจากภาวะชะงักงันในห่วงโซ่อุปทานนั้น ต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั่วเครือข่ายการค้า เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันที่สำคัญของภูมิภาค โดยในปี 2567 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นมูลค่าสูงถึง 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การที่ไทยเก็บน้ำมันไว้ใช้เองจะส่งผลกระทบต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันจากไทย และจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ราคาสูงขึ้นไปอีก หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบจะเริ่มลามไปยังภาคส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคการเกษตร
มาเลเซีย-อินโดนีเซีย: ประเทศผู้ผลิตพลังงานก็เริ่มอยู่ยาก
สำหรับประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิที่มีระบบอุดหนุนจำกัดอย่างไทยและฟิลิปปินส์ การเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ อย่างไรก็ดี แม้แต่ประเทศร่ำรวยทรัพยากรพลังงานและมีกลไกควบคุมราคาสินค้าที่เข้มงวด ก็ตกที่นั่งลำบากเช่นกัน
ในมาเลเซีย ราคาน้ำมันที่ไม่ได้รับการอุดหนุนเริ่มปรับตัวสูงขึ้น แม้รัฐบาลจะยังคงการอุดหนุนน้ำมันบางประเภทไว้ด้วยงบประมาณสูงถึง 4 พันล้านริงกิตต่อเดือน (เกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะสามารถคงนโยบายนี้ไว้ได้นานเพียงใด
ขณะที่อินโดนีเซีย ซึ่งมีการอุดหนุนค่าน้ำมันอย่างมหาศาล ก็พยายามต้านทานการปรับขึ้นราคา แม้จะมีกระแสคาดการณ์ว่าราคาจะพุ่งขึ้นในวันที่ 1 เมษายน แต่รัฐบาลได้ประกาศคงราคาน้ำมันอุดหนุนไว้ตามเดิม โดยใช้วิธีจำกัดการใช้เชื้อเพลิงบางประเภทและรณรงค์ให้พนักงานทำงานจากที่บ้านในวันศุกร์แทน จนถึงขณะนี้ อินโดนีเซียยังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคา และดูเหมือนรัฐบาลจะยอมแบกรับการขาดทุนเพื่อรักษาระดับราคาไว้
ดังนั้น หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน นับว่ามาเลเซียและอินโดนีเซียมีความยืดหยุ่นมากกว่าในการรับมือกับภาวะช็อกด้านพลังงาน เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจและทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งทั้งสองประเทศกำลังใช้ความได้เปรียบนี้เพื่อซื้อเวลาด้วยความหวังว่าความขัดแย้งจะยุติลงในอีกไม่นาน
อย่างไรก็ดี โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกำลังบีบให้รัฐบาลทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องตัดสินใจเลือกทางที่ยากลำบาก ระหว่างการกัดฟันใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น หรือการปล่อยให้ความเจ็บปวดนั้นตกไปอยู่ที่ประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งไม่มีรัฐบาลไหนอยากถูกบังคับให้เลือก และไม่ว่าความขัดแย้งจะยุติลงได้ในเร็ววันอย่างที่หวังหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้สร้างความเสียหายที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจและผู้คนในภูมิภาคไปเรียบร้อยแล้ว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 69)





