
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม พร้อม 3 รมช. เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการเป็นวันแรก พร้อมวางกรอบการทำงาน โดยนโยบายหลักและนโยบายเรือธงของรัฐบาลสำหรับกระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ คือเรื่องการลดอัตราค่าโดยสารในระบบขนส่งมวลชน ซึ่งไม่เฉพาะระบบรางเท่านั้น แต่จะดูในภาพรวมครอบคลุม ทั้งรถ ราง เรือ ที่จะให้ใช้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ และพ.ร.บ.การขนส่งทางรางฯ มีผลบังคับใช้แล้ว เหลือการจัดทำกฎหมายลูกประกอบ ซึ่งหากหน่วยงานเสนอเรื่องเข้ามาก็พร้อมนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อบังคับใช้ต่อไป
สำหรับค่าโดยสารเริ่มต้นวันละ 40 บาท ปัจจุบันใช้กับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ภายใต้บัตร EMV ผลเป็นที่น่าพอใจ มีผู้โดยสารใช้มากขึ้นและทำให้รัฐอุดหนุนน้อยลง ส่วนจะขยายไปรถไฟฟ้าสายอื่นและระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ นั้น นโยบายยังคงให้เริ่มต้นที่อัตรา 40 บาทต่อวัน แต่อาจจะกำหนดเป็นโซนนิ่งพื้นที่ กรณีเดินทางออกนอกโซนนิ่งจะคิดเพิ่ม ขณะนี้กรมรางและการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำลังหารือรูปแบบที่ประชาชนจะได้รับความสะดวก ประหยัด และคุ้มค่าในการเดินทางมากที่สุด
ส่วน นโยบาย “Single ownership” หรือการโอนรถไฟฟ้าให้ รฟม. บริหารรายเดียวนั้น จะต้องมีการเจรจากับผู้ประกอบการที่มีสัญญาสัมปทาน ซึ่งมีเอกชนเกี่ยวข้อง 2-3 บริษัท จึงยังไม่สามารถตอบได้ต้องรอข้อสรุปก่อน โดยหลักการยังจำเป็นต้องซื้อคืนสัมปทานไม่เช่นนั้นจะทำเรื่องตั๋วร่วมไม่ได้ ขณะที่ต้องศึกษารายละเอียดไปถึงกรณีรถเมล์ที่มีทั้ง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถเมล์เอกชน

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมมุ่งเน้นการทำงานใน 4 มิติหลัก ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชน ได้แก่
- มิติที่ 1: ลดรายจ่าย เพิ่มความปลอดภัย มุ่งหน้าดูแลภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพี่น้องประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดต่อชีวิตและทรัพย์สิน
- มิติที่ 2: กระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงเอกชนร่วมทุน เร่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม พร้อมเปิดกว้างให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว
- มิติที่ 3: ระบบโดยสารพลังงานสะอาด เร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้รถโดยสารสาธารณะหันมาใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ รวมถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน
- มิติที่ 4: วางรากฐานคมนาคมเพื่อทุกคน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในอนาคตให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมในทุกพื้นที่
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังได้เน้นย้ำถึงรูปแบบการทำงานยุคใหม่ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี คือการทำงานแบบ “บูรณาการร่วมกันเป็นกลุ่มยุทธศาสตร์” โดยขอให้ทุกหน่วยงานในสังกัดทำงานสอดประสานกัน ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงบนเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้การแก้ปัญหาและการพัฒนาระบบคมนาคมเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ในระยะเวลาที่รวดเร็วที่สุด
นายพิพัฒน์กล่าวว่า เวลานี้ถือว่าไม่ใช่ปกติ ประเทศไทยเกิดปัญหาวิกฤติด้านพลังงาน ซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก และกระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลก รัฐบาลต้องเร่งทำงาน ซึ่งพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ กระทรวงคมนาคมมีหน้าที่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศปัญหาพลังงานจึงกระทบโดยตรง ซึ่งการจะผ่านพ้นอุปสรรค ไม่ง่าย จึงขอความร่วมมือจากข้าราชการ ทุกหน่วยงาน
“วันนี้ไม่มีชั่วโมงฮันนีมูน หรือเก็บเกี่ยวความสุข เข้ามาแล้วต้องเร่งแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เดินหน้าทำงานไปด้วยกัน ขอให้คิดว่าเป็นพี่น้องกัน มีอะไรขอให้เข้ามาหารือ อย่าคิดว่าผมเป็นรองนายกฯ เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยฯ แต่ขอให้เห็นว่าเราคือเพื่อนร่วมงานในกระทรวงคมนาคมทุกข์เราร่วมกัน เมื่อไหร่ที่ผ่านวิกฤต วิบากกรรมตอนนี้ไปได้ พวกเราก็จะเสวยสุขไปพร้อมๆ กัน”
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันที่ 9-10 เม.ย. 69 เรียบร้อย กระทรวงคมนาคมจะเร่งออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือดูแลประชาชน และผู้ประกอบการด้านขนส่งแต่ละกลุ่มตามที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกัน ซึ่งอาจจะต้องใช้งบประมาณเข้ามาช่วย ดังนั้น อาจจะต้องมีการทบทวนงบประมาณปี 2570 ของกระทรวงคมนาคมเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ แต่ทั้งนี้ จะไม่กระทบต่อโครงการลงทุนต่าง ๆ เพราะสามารถใช้รูปแบบการลงทุนอื่นที่ไม่เป็นภาระงบประมาณ
สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ 69 รถโดยสารบขส.และรถร่วมฯบขส. จะให้ตรึงราคาค่าโยสารไปจนถึงวันที่ 19 เม.ย. 69 ซึ่งกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จะนำเงินจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มาอุดหนุนส่วนต่างไปก่อน หลังจากครบกำหนดตรึงราคาแล้วจะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือ ซึ่งจะต้องพิจารณาราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับเพิ่มขึ้นด้วยว่า จะให้ปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารเท่าไร และรัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไร จะมีความชัดเจนหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย โดยจะพิจารณาการช่วยเหลือในภาพรวม
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 เม.ย. 69)





