สหรัฐฯ เปิดรายงานการค้า เผยขาดดุลไทยพุ่ง 58% จี้ปลดล็อกเกณฑ์นำเข้าสินค้าเกษตร-เนื้อสัตว์

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เผยแพร่รายงานประเมินสถานการณ์ทางการค้า ประจำปี 2569 ความยาว 534 หน้า ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลการค้าแยกเป็นรายประเทศ เพื่อให้รายละเอียดเกี่ยวกับอุปสรรคทางการค้าของแต่ละประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐฯ ไปยังประเทศนั้น ๆ

ในกรณีของประเทศไทย รายงานดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้ากับไทยมากถึง 7.19 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 58% เมื่อเทียบกับปี 2567 ส่วนในภาคบริการ สหรัฐฯ ขาดดุลให้ไทย 267 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 90.7%

นอกจากนี้ รายงานยังได้เน้นย้ำข้อกังวลที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีต่อมาตรการปกป้องทางการค้าของไทย โดยเฉพาะอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีในกลุ่มสินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงความล่าช้าในการปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

 

* สินค้าเกษตร ศุลกากร และยานยนต์

USTR ระบุข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีว่า ไทยยังคงจำกัดการนำเข้าเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อสนับสนุนเกษตรกรในประเทศ โดยเฉพาะเอทานอลที่ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพลังงาน ซึ่งในทางปฏิบัติไม่มีการออกใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงเลยตั้งแต่ปี 2548 นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดเงื่อนไขให้ซื้อสินค้าในประเทศก่อนจึงจะนำเข้าได้ เช่น กาแฟ ชา มันฝรั่ง ข้าวโพด ถั่วเหลือง และกากถั่วเหลือง

สหรัฐฯ ยังแสดงความกังวลเรื่องระบบเงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ริเริ่มการตรวจสอบ ซึ่งอาจนำไปสู่การคอร์รัปชันและความไม่โปร่งใส แม้จะมีการแก้ไขกฎหมายศุลกากรในปี 2560 เพื่อจำกัดวงเงินรางวัลแล้วก็ตาม

ในเรื่องมาตรฐานยานยนต์นั้น ไทยยังไม่ยอมรับมาตรฐาน FMVSS ของสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วน

 

* มาตรการสุขอนามัยและการนำเข้าเนื้อสัตว์

ส่วนในด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช สหรัฐฯ มองว่าการที่ไทยเก็บค่าธรรมเนียมตรวจความปลอดภัยของเนื้อสัตว์นำเข้า ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงเกินต้นทุนการบริการจริงและเสมือนเป็นค่าธรรมเนียมการนำเข้าแฝง

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังระบุถึงประเด็นสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งไทยจำกัดการนำเข้าเนื้อโคที่มีสารเร่งเนื้อแดง แม้จะมีมาตรฐานสากลที่กำหนดระดับความปลอดภัยในเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนเนื้อสุกรยังคงถูกสั่งห้ามนำเข้าโดยพฤตินัย เนื่องจากไทยยังไม่มีการกำหนดระดับปริมาณสูงสุดของสารตกค้าง (MRL) สหรัฐฯ จึงขอให้ไทยปรับปรุงข้อกำหนดการนำเข้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเปิดทางให้สินค้าจากสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดไทยได้สะดวกขึ้น

ขณะเดียวกัน ไทยยังสั่งห้ามนำเข้าสัตว์ปีกและเนื้อสัตว์ปีกจากสหรัฐฯ แบบครอบคลุมทั้งประเทศเมื่อเกิดไข้หวัดนก (HPAI) แทนที่จะจำกัดเฉพาะพื้นที่ตามคำแนะนำสากล

 

* ทรัพย์สินทางปัญญา และการบิดเบือนกลไกตลาด

ในส่วนของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไทยยังคงอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง แม้จะมีความคืบหน้าในการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร แต่สินค้าปลอมและละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงแพร่หลาย นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องสิทธิบัตรยาที่ค้างสะสม และความกังวลเรื่องความโปร่งใสในการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

สหรัฐฯ ยังแสดงความกังวลด้วยว่า ไทยยังขาดมาตรการที่เข้มงวดเพียงพอในการจัดการกับพฤติกรรมการบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความพยายามในการปกป้องตลาดของทั้งสหรัฐฯ และไทย นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้ลงนามในความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อแก้ไขปัญหาการบิดเบือนตลาดอย่างเป็นรูปธรรม

 

* สิทธิแรงงาน และสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเด็นสิทธิแรงงานในไทย สหรัฐฯ แสดงความกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพในการสมาคมและการร่วมเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นเหตุผลให้มีการระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) บางส่วนในปี 2563 และไทยยังไม่มีกฎหมายสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน

ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อม สหรัฐฯ มองว่า ยังคงมีการค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชผิดกฎหมายในประเทศไทย แม้มีความพยายามแก้ไขแต่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่สม่ำเสมอและขาดแคลนงบประมาณ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่ถูกกฎหมายในสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ รายงานของ USTR ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวเลขการขาดดุลการค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอาจกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มข้นในการเจรจาเพื่อขอเปิดตลาดไทย รวมถึงผลักดันมาตรฐานด้านแรงงานและทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวดกว่าเดิม ซึ่งความท้าทายนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยจะต้องเตรียมแผนรับมืออย่างรัดกุม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับคู่ค้าหลัก และการปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มอุตสาหกรรมภายในประเทศไปพร้อมกัน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 เม.ย. 69)