“ณัฐพงษ์” เปิดฉากชำแหละนโยบายรัฐบาล กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปกป้องพวกพ้อง ไร้ปชช.ในสมการ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายภาพรวมนโยบายและที่มาของรัฐบาล โดยระบุว่า แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีเสถียรภาพสูงที่สุดชุดหนึ่งจากการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งสภาบน สภาล่าง และองค์กรอิสระ เรียกได้ว่าแบ่งการบูรณาการออกเป็น 5 คลัสเตอร์ของกลุ่มอำนาจที่เกิดจากการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลด้วยกัน และแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์กันได้อย่างลงตัว ประกอบด้วย

1) มุ้งการเมืองต่างๆ ที่อดีตเคยสังกัดอยู่พรรคการเมืองอื่น และการเลือกตั้งพรรคที่ผ่านมาย้ายมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย หลักฐานภาคปรากฎเด่นชัดว่าพรรคภูมิใจในฐานะพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง ที่ไม่ได้หมายถึงจำนวน สส. มากที่สุด แต่เป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งที่ สส. ย้ายพรรคแล้วชนะการเลือกตั้งมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง การจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้วิธีการรวมอำนาจจากมุ้งต่างๆ เข้ามาแบบนี้ทำให้เกิดโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี เช่น จากบ้านสงขลา ชลบุรี หรือสุพรรณบุรี เป็นต้น

2) พรรคการเมืองอันดับสองที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ที่ไม่สามารถต่อรองกับพรรคภูมิใจไทยได้ สมมติว่าวันหนึ่งพรรคการเมืองอันดับสองนั้นขู่ว่าจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยไม่ต้องมีข้อกังวลใจใดทั้งสิ้น จากปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากอยู่แล้วกว่า 290 เสียง สามารถที่จะสลับดึงพรรคการเมืองที่ปัจจุบันอยู่ในพรรคฝ่ายค้านไปร่วมรัฐบาลได้ทันที ก็ยังคงเป็นเสียงเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรได้

3) บรรดาพรรครวมรัฐบาลอื่นๆ ที่ร่วมอยู่ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เป็นดุลอำนาจสำคัญที่ได้ทำลายล้างอำนาจต่อรองของพรรคการเมืองอันดับสองในพรรคร่วมรัฐบาลไปอย่างสิ้นเชิง มีจำนวนเสียงในการร่วมรัฐบาลอยู่กว่า 20 เสียง เพราะถ้าขาดเสียงเหล่านี้ในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยจะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ดึงพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลสลับได้ตลอดเวลาเช่นนี้

4) บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระอื่นๆ ที่อาจได้รับการแต่งตั้ง เป็นไพ่โจ๊กเกอร์ที่รัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคภูมิใจไทยจะหยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ ใช้คุมเกมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามที่อยากเห็น หรือใช้โจมตีฝั่งตรงข้ามแบบที่พวกตนกำลังโดนอยู่ในส่วนของคดี 44 สส. หรือใช้ปกป้องพวกพ้องตนเอง เช่น ในกรณีที่ กกต. เพิ่งรับรองผลการเลือกตั้งสุพรรณบุรี เขต 2 ทั้งที่ยังมีข้อกล่าวหาอยู่เต็มกระดาน นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ไม่ตรงกับวันเลือกตั้ง ยังไม่ทันได้ตรวจสอบก็รับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว หรือคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ตอนนี้อยู่ในมือของศาลรัฐธรรมนูญ ไพ่ใบนี้เป็นดุลอำนาจสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลชุดนี้ที่พรรคการเมืองอื่นไม่มี

5) บรรดากลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศนี้ที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาล คอยส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่นๆ ว่า ขอให้มาอยู่ฝั่งนี้ ทำอะไรก็ไม่ผิด คนคนนี้คือคนที่ถือใบอนุญาตที่สอง และให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทยในคืนก่อนวันเลือกตั้ง

“การบริหารราชการแผ่นดินโดยออกเป็นกลุ่ม 5 คลัสเตอร์นี้ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการ การจัดตั้งรัฐบาลนี้เมื่อเริ่มต้นจากดีลของกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่ผลประโยชน์ลงตัว การจัดตั้งรัฐบาลก็ลงตัว ไร้ซึ่งเจตจำนงหรือวาระที่จะมาผลักดันร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นี่คือเหตุผลที่ทำให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายทั้ง 23 ข้อจบแล้ว ยังคงรู้สึกว่าประเทศไทยไม่ได้กำลังจะมีอนาคต”นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในขณะนี้อาจไม่ใช่วิกฤตภายนอก แต่คือวิกฤตภายใน เพราะไม่ว่าจะเจอวิกฤตภายนอกรุมล้อมเข้ามาขนาดไหน แต่ถ้ารัฐบาลอยู่เคียงข้างประชาชนก็จะพอมีหลักยึดบ้าง วิกฤตเศรษฐกิจอย่างวิกฤตน้ำมัน วิกฤตสังคมอย่างเรื่องเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์ วิกฤตความมั่นคงอย่างความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเรื่องฝุ่นข้ามพรมแดน ทั้งหมดเป็นวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับคนในประเทศทั้งสิ้น แต่สิ่งที่รัฐบาลปกป้องอยู่มาโดยตลอด ไม่ได้เลือกที่จะปกป้องประชาชนก่อน แต่เลือกที่จะปกป้องคนที่อยู่ใกล้ชิดกับรัฐบาลก่อน

อย่างวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้น รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและดุลอำนาจที่ลงตัว มีความมั่นคงทางการเมือง ไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงเพิ่มขึ้นเลย ประชาชนไม่สามารถเชื่อมั่นได้ว่า รัฐบาลจะใช้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศกำกับดูแลค่ากลั่นน้ำมันให้มีความเหมาะสม สะท้อนกับต้นทุนจริง ไม่ได้เอาเปรียบประชาชน หรือแม้แต่วิกฤติฝุ่น PM 2.5 มีประชาชนนับล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 รัฐบาลที่มั่นคงไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงขึ้นเลย ว่าพร้อมที่จะใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ในมือเพื่อผ่านกฎหมายอากาศสะอาดโดยเร็ว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่นายกรัฐมนตรีมีอยู่ในมือ หากรัฐบาลประสงค์จะทำสิ่งใดก็สามารถทำได้จนประสบผลสำเร็จ มันอยู่ที่ความแน่วแน่และความกล้าหาญทางการเมือง นี่คือสิ่งที่ประชาชนกำลังมองหาจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกคน สิ่งที่ประชาชนต้องการคือรัฐบาลที่จะเข้าไปทำให้สิ่งที่ผิดกลายเป็นสิ่งที่ถูก ไม่ใช่สิ่งถูกให้กลายเป็นสิ่งผิด วิกฤตที่เกิดขึ้นภายในตอนนี้คือ สถานการณ์ที่บรรดาผู้มีอำนาจในประเทศพยายามจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป

“การอภิปรายของพรรคประชาชน 2 วันต่อจากนี้จะเป็นเวทีที่จะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ประเทศกำลังมองหาอาจไม่ได้อยู่ในเล่มคำแถลงนโยบายเล่มนี้ แต่คือ รัฐบาลที่ไม่ได้เลือกที่จะรักษาระเบียบเดิม แต่เลือกที่จะสร้างอนาคตใหม่ให้กับประชาชน พอได้แล้วกับระบอบที่ปกป้องการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกตน ไม่ไหวแล้วกับวิกฤติรอบด้านที่ประชาชนต้องแบกรับ และควรเริ่มได้แล้วกับการเมืองของประชาชนทุกคน”นายณัฐพงษ์ กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)

ข่าวล่าสุด