
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 เม.ย.) เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของสหรัฐฯ เปิดตัว “Muse Spark” ปัญญาประดิษฐ์รุ่นแรกจากทีมซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ (Superintelligence) ที่บริษัททุ่มงบมหาศาลตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เพื่อเร่งเครื่องตามคู่แข่งในสมรภูมิ AI
เมตากำลังเผชิญแรงกดดันที่ต้องพิสูจน์ว่าเม็ดเงินมหาศาลที่ลงทุนใน AI นั้นคุ้มค่า โดยเฉพาะเมตาที่มีเดิมพันสูงมาก หลังทุ่มเงินกว่า 1.43 หมื่นล้านดอลลาร์ดึงตัว อเล็กซ์ วัง ซีอีโอของสเกล เอไอ (Scale AI) มาร่วมงานเมื่อปีที่แล้ว ทั้งยังเสนอค่าตอบแทนระดับร้อยล้านดอลลาร์เพื่อดึงดูดวิศวกรหัวกะทิเข้าทีมชุดใหม่ ความเคลื่อนไหวนี้คือความพยายามของเมตาที่จะทวงคืนตำแหน่งแนวหน้าในวงการ AI หลังโมเดล Llama 4 ทำผลงานได้น่าผิดหวังเมื่อต้นปีที่แล้ว
อนึ่ง คำว่า “ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์” หรือปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง หมายถึงระบบ AI ที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์เหนือมนุษย์
โมเดลนี้นับเป็นผลงานแรกในรอบเกือบปีของบริษัท โดยช่วงแรกจะเปิดให้ใช้งานเฉพาะบนแอปและเว็บไซต์ Meta AI ที่ยังมีผู้ใช้งานไม่มากนัก ทว่าบริษัทระบุว่าในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า Muse Spark จะเข้ามาแทนที่โมเดล Llama ตัวเดิมที่ใช้ขับเคลื่อนแชตบอตบนวอตส์แอป (WhatsApp), อินสตาแกรม (Instagram), เฟซบุ๊ก (Facebook) และแว่นตาอัจฉริยะของเมตา
เมตาไม่ได้เปิดเผยขนาดของ Muse Spark ซึ่งปกติถือเป็นมาตรวัดสำคัญเพื่อเทียบประสิทธิภาพการประมวลผลกับคู่แข่ง นอกจากนี้ บริษัทยังเปลี่ยนท่าทีจากการให้ใช้โมเดล Llama แบบเปิดกว้างในรุ่นก่อน ๆ มาเป็นการเปิดให้พันธมิตรบางรายทดสอบแบบ “พรีวิวส่วนตัว” แทน
“เราจงใจออกแบบโมเดลรุ่นแรกนี้ให้มีขนาดเล็กและทำงานไว แต่ก็เก่งพอที่จะวิเคราะห์คำถามซับซ้อนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสุขภาพได้ โมเดลนี้คือรากฐานที่แข็งแกร่ง และเรากำลังพัฒนาเจเนอเรชันถัดไปแล้ว” บริษัทระบุผ่านบล็อกโพสต์
ผลประเมินอิสระชี้ว่า Muse Spark มีประสิทธิภาพไล่เลี่ยกับโมเดลชั้นนำจากกูเกิล (Google), โอเพนเอไอ (OpenAI) และแอนโทรปิก (Anthropic) ในบางด้าน เช่น ความเข้าใจทางภาษาและการวิเคราะห์ภาพ แต่ยังตามหลังในเรื่องการเขียนโค้ดและการคิดวิเคราะห์เชิงนามธรรม โดยโมเดลนี้ทำคะแนนรั้งอันดับ 4 ร่วม ในดัชนีทดสอบ AI ครอบคลุมหลายด้านของบริษัทประเมินผล อาร์ทิฟิเชียล อะนาไลซิส (Artificial Analysis)
ย้อนไปเมื่อเดือนม.ค. มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา พยายามไม่ให้นักลงทุนคาดหวังกับประสิทธิภาพช่วงแรกมากเกินไป โดยระบุว่าโมเดลรุ่นแรกของทีมน่าจะ “ออกมาดี”
ด้าน อเล็กซ์ วัง หัวหน้าทีมซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธยอมรับว่า “การตอบสนองของโมเดลยังมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง ซึ่งเราจะค่อย ๆ ขัดเกลาให้ดีขึ้น” พร้อมระบุว่ากำลังพัฒนาโมเดลเวอร์ชันที่ใหญ่กว่านี้ และเมตามีแผนจะปล่อยโมเดลบางส่วนให้ใช้งานแบบโอเพนซอร์สในอนาคต
การเปิดตัวครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นว่า เมตาจะหารายได้จาก AI อย่างไร โดยมีการแง้มฟีเจอร์ชอปปิงที่ฝังมาในแชตบอต Meta AI เพื่อเชื่อมผู้ใช้ไปยังสินค้าและกดสั่งซื้อได้ทันที
โดยภาพรวม เมตากำลังเดิมพันว่าการนำ AI มาช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน จะช่วยดึงดูดผู้ใช้งานกว่า 3.5 พันล้านคนบนทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของบริษัทให้มีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นแต้มต่อสำคัญเหนือคู่แข่งที่มีฐานผู้ใช้น้อยกว่า
นอกจากนี้ Muse Spark ยังเสริม “โหมดไตร่ตรอง” (Contemplating Mode) ที่สั่งเอเจนต์หลายตัวให้ทำงานพร้อมกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ทำให้สามารถสู้กับโหมดคิดขั้นสูงของคู่แข่งอย่าง Gemini Deep Think ของกูเกิล และ GPT Pro ของโอเพนเอไอได้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)





