
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC INDEX) เดือน มี.ค. 69 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในช่วง 23-30 มี.ค. 69 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 43.3 ลดลงจากเดือนก.พ. 69 ซึ่งดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 44.5
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ในแต่ละภูมิภาค เป็นดังนี้
- กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 44.6 ลดลงจากเดือนก.พ. ซึ่งอยู่ที่ 45.6
- ภาคกลาง อยู่ที่ 43.5 ลดลงจากเดือนก.พ. ซึ่งอยู่ที่ 44.8
- ภาคตะวันออก อยู่ที่ 48.1 ลดลงจากเดือนก.พ. ซึ่งอยู่ที่ 49.1
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 40.7 ลดลงจากเดือนก.พ. ซึ่งอยู่ที่ 42.1
- ภาคเหนือ อยู่ที่ 44.4 ลดลงจากเดือนก.พ. ซึ่งอยู่ที่ 45.7
- ภาคใต้ อยู่ที่ 43.0 ลดลงจากเดือนก.พ. ซึ่งอยู่ที่ 44.0
ปัจจัยด้านลบ ได้แก่
- ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดเหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกได้ปรับราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ภาคธุรกิจมีความกังวลกับต้นทุนปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาทิ ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และปุ๋ยทางการเกษตร
- สถานการณ์เศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงทำให้บรรยากาศการจับจ่ายของประชาชนยังไม่คึกคัก เนื่องจากรายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
- ราคาข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน และยางพารา อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก มีผลต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ต่างจังหวัด
- ราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล์ ออกเทน 91 (E10) และแก๊สโซฮอล์ ออกเทน 95 ในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 11.50 บาทต่อลิตรจากเดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 41.68 และ 42.05 บาทต่อลิตร และราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.80 บาทต่อลิตรจากเดือนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับ 40.74 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือน มี.ค. 69
- SET Index เดือน มี.ค. 69 ปรับตัวลดลง 80.12 จุด จาก 1,528.26 ณ สิ้นเดือน ก.พ. 69 เป็น 1,448.14 ณ สิ้นเดือน มี.ค. 69
- เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากระดับ 31.254 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน ก.พ. 69 เป็น 32.294 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน มี.ค. 69 จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ซึ่งกดดันเงินบาทและสกุลภูมิภาคเอเชียอื่นให้อ่อนค่าลงตาม
- ปัญหาเรื่องปัจจัยต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อภาคของการจ้างแรงงานที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการปลดออกเพื่อประคองต้นทุนของธุรกิจต่อไป
- ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน และอาจทำให้การท่องเที่ยวในบางพื้นที่ชะลอตัวลง และกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน
ปัจจัยด้านบวก ได้แก่
- การเมืองในประเทศเริ่มมีความชัดเจนขึ้นหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 69 และมีการประกาศแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
- ความคาดหวังต่อนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงเสถียรภาพและทิศทางการเมือง
- การส่งออกของไทยเดือน ก.พ. 69 ขยายตัว 9.87% มูลค่าอยู่ที่ 29,439.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการนำเข้าเพิ่มขึ้น 31.81% มีมูลค่าอยู่ที่ 32,273.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าอยู่ที่ 2,833.64 ล้านดอลลาร์
- นักท่องเที่ยวกลุ่มจีน และรวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทางเช่นกันจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวตลาดยุโรป และอเมริกา
- ด้านนโยบายการเงินของภาครัฐที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1% ในช่วงก่อนหน้าได้ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการได้บ้าง
แนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา
- แนวทางรับมือกับวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณ และราคาพลังงานโลก
- การบริหารจัดการต้นทุนของปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ และราคาปุ๋ยทางการเกษตร
- การบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสาน เพื่อรับประกันว่าจะมีน้ำเพียงพอสำหรับทั้งภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งที่รุนแรงขึ้นในปีนี้
- การสร้างโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นรวมทั้งการอุดหนุนต้นทุนการทำธุรกิจที่เพิ่มขึ้น
- การคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากทุนต่างชาติเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดจากสินค้าและธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร
- แนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาฟื้นตัว
- มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ประชาชนกลับมามีกำลังซื้อและเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้
- การยกระดับแรงงานทักษะสูงให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน
- การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)





