
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายนโยบายของรัฐบาลว่า สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากการแถลงนโยบายมี 3 ประการ ได้แก่ การยืนยันว่าสิ่งที่หาเสียงไว้จะถูกนำมาปฏิบัติจริง แต่ดูเหมือนว่า มีบางนโยบายที่หายไป เช่น เรื่องลดค่าไฟ 3 บาท พยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านที่ขาดรายละเอียด และมีนโยบายที่ไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลงของนายกรัฐมนตรี เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ หรือบางเรื่องที่นโยบายเขียนสั้นอย่างนโยบาย จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสถานการณ์รุนแรง
ในเรื่องของเรื่องวิกฤตน้ำมัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครในประเทศนี้บอกว่าท่านสร้างปัญหานี้ขึ้นมา หรือปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากวิกฤตภายนอก แต่สิ่งที่เขาตำหนิกับความล้มเหลวที่ผ่านมา ประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ 1. การบริหารจัดการที่ผิดพลาด 2. การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่น ๆ นอกจากประชาชนรับภาระกับสิ่งที่เกิดขึ้น และ 3. คือความไม่ชอบมาพากล และการแสวงหาผลประโยชน์อันไม่ชอบ
ประเด็นแรก เรื่องบทบาทของกองทุนน้ำมันฯ ในการบริหารที่ล้มเหลว รัฐบาลผลาญเงิน 4 หมื่นล้านบาท โดยไม่ได้เตรียมมาตรการรองรับ และในที่สุดก็ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นและต้นทุนการผลิตทุกภาคการผลิตสูงขึ้น
วันนี้ภาษีสรรพสามิตก็ยังไม่ยอมลด และเพิ่งขยับราคาโรงกลั่น การลด 2 บาทถือว่าน้อยมากกับค่าการกลั่นเฉลี่ย 17 บาท วันนี้ยังรอคอยมาตรการช่วยค่าขนส่งการประมง และการแก้ปัญหาปุ๋ย เม็ดพลาสติก
“ผมไม่ทราบว่าสายไปหรือไม่ที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ เพราะคิดจะไปคุมสินค้าปลายทาง ความโกลาหล ความขาดแคลน การขาดทุนการล้มลงของธุรกิจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนเรื่องทุนเทา สแกมเมอร์ เป็นอุปสรรคใหญ่ที่มีผลต่อการดึงลงทุนการพัฒนาตลาดทุนที่จะเป็นไปอย่างโปร่งใสตามมาตรฐานสากล และที่ผ่านมาปัญหาคือ คนอดสงสัยไม่ได้ว่า ความเกี่ยวพันของคนที่อยู่ในแวดวงอำนาจ และรัฐบาลอยู่ในกระบวนการนี้ด้วยหรือไม่
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ฝากไปถึงรมว.คลังว่า ต้องบริหารการคลังอย่างระมัดระวังต้องแยกให้ออกและชี้ทางให้เห็นว่าจะไปทิศทางไหน การใช้เงินของรัฐบาลมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน บางโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากบางเรื่อง บางโครงการเป็นสวัสดิการสิทธิขั้นพื้นฐาน และตนตั้งใจจะถามว่าเงินที่กำลังมีอยู่อย่างจำกัด ที่ต้องออกกฎหมายโอนงบประมาณในแถลงนโยบายจะเน้นย้ำในเรื่องใด เพราะด้านหนึ่งวันนี้บอกประชาชนทั้งประเทศให้ประหยัด แต่ก็เหมือนส่งสัญญาณว่าจะนำเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นต้องเลือกว่า จะเอาแบบไหน
สำหรับตนความสำคัญสูงสุดคือเ ร่งช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นเป็นต้นทุนของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งการขาดจิตใจที่คำนึงถึงผลกระทบและความรู้สึกของประชาชน ทำให้นโยบายนี้ไม่ได้สร้างความหวัง ไม่ได้สร้างทิศทางสำหรับคนส่วนใหญ่ในประเทศ
นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค โดยเฉพาะคดีเขากระโดง คดีฮั้ว สว. และการตรวจสอบคู่สัญญาของรัฐที่สร้างความเสียหาย เช่น โครงการ สตง. ถนนพระราม 2 และอาคารรัฐสภาเอง
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐบาลทุกชุดเข้ามาบริหารต้องมีทั้งความสำเร็จ มีทั้งความล้มเหลวเข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้ในทุกรัฐบาล คือ ถ้าแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพวก และไม่เคารพกระบวนการของกฎหมายและกระบวนการของประชาธิปไตย
“ขอเตือนว่า ถ้าท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นแค่พิธีกรรม เห็นประเด็นความมั่นคง จริยธรรม เป็นเพียงแค่การหาเสียง หรือเครื่องมือทางการเมือง…ทุกคนในประเทศจะบอกว่าพอแล้ว ไม่ไหวแล้ว”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)





