
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทเคอร์เรนซีที่มีชื่อว่า Clarity Act เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับรัฐบาลกลาง โดยระบุว่า กฎระเบียบที่ชัดเจนจะช่วยให้การพัฒนาและการลงทุนด้านคริปโทเคอร์เรนซียังคงอยู่ต่อไปในสหรัฐฯ
เบสเซนต์ระบุในบทความแสดงความคิดเห็นที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) เมื่อวันพุธ (8 เม.ย.) ว่า ปัจจุบันกรอบการกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า
เขาระบุว่า ธุรกิจพัฒนาคริปโทฯ จำนวนมากกำลังย้ายไปยังประเทศที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน เช่น อาบูดาบี และสิงคโปร์ เนื่องจากบริษัทในประเทศเหล่านั้นทราบแนวทางการจดทะเบียน มาตรฐานที่ต้องปฏิบัติ และวิธีการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน ขณะที่การตั้งบริษัทในสหรัฐฯ มักมีความเสี่ยงสูงจนไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้รับ
ร่างกฎหมาย Clarity Act มีเป้าหมายเพื่อสร้างกฎเกณฑ์ระดับรัฐบาลกลางสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นผลจากความพยายามล็อบบี้ของอุตสาหกรรมคริปโทฯ ที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายปี โดยบริษัทในอุตสาหกรรมดังกล่าวระบุว่า กฎระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล และการออกกฎหมายถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ ได้อย่างมั่นใจในด้านกฎหมาย
ก่อนหน้านี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวแล้วในเดือนก.ค. ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี กระบวนการผลักดันกฎหมายยังคงล่าช้ามาหลายเดือน เนื่องจากความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างภาคธนาคารและอุตสาหกรรมคริปโทฯ
ประเด็นขัดแย้งสำคัญอยู่ที่แนวทางของกฎหมายเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนอื่น ๆ ที่จ่ายให้กับผู้ถือสเตเบิลคอยน์ (stablecoins) โดยธนาคารต่าง ๆ ต้องการให้มีการระบุข้อความในกฎหมายเพื่อห้ามการจ่ายผลตอบแทนในลักษณะดังกล่าว
เบสเซนต์เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ในเดือนก.พ. ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดได้อย่างมากในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง พร้อมระบุว่า แม้บริษัทคริปโทฯ บางแห่งพยายามขัดขวางการออกกฎหมาย แต่ยังมีสมาชิกสภานิติบัญญัติจากทั้งสองพรรคการเมืองที่ต้องการผลักดันให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)





