“ซูเปอร์เอลนีโญ” บวกสงครามอิหร่าน ซ้ำเติมวิกฤตน้ำมัน-ปุ๋ยเคมี ดันราคาอาหารโลกพุ่ง

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า วิกฤตความมั่นคงทางอาหารของโลกเตรียมเผชิญภาวะตึงเครียดครั้งใหญ่ในช่วงปลายปีนี้ (ต.ค.-ธ.ค.) เมื่อปรากฏการณ์สภาพอากาศแปรปรวนขั้นสุดหรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่กำลังจะก่อตัวขึ้น จะเข้ามาซ้ำเติมภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามในอิหร่าน

แบบจำลองสภาพภูมิอากาศของทั้งสหรัฐฯ และยุโรปต่างบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า มีความเป็นไปได้สูงที่อุณหภูมิโลกจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้การพยากรณ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิอาจยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งหมายถึงปรากฏการณ์เอลนีโญในระยะที่รุนแรงเป็นพิเศษ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกจะร้อนขึ้นกว่าระดับปกติอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ปีนี้น่าจะเป็นอีกปีที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตสภาพอากาศกลายเป็นฝันร้ายที่มีมูลค่าความเสียหายมหาศาล โดยราคาอาหารกำลังถูกบีบจากทั้งสองทาง ทั้งจากสภาพอากาศสุดขั้วที่ทำลายผลผลิตในแหล่งเพาะปลูกสำคัญ ๆ และจากระบบผลิตอาหารที่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ทำให้ต้องรับเคราะห์จากต้นทุนก๊าซ ปุ๋ย ค่าขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น

สินค้าโภคภัณฑ์บางชนิดมีความเสี่ยงเป็นพิเศษที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพอากาศนี้ โดยเอลนีโญมักจะเป็นตัวเร่งให้ราคาสินค้าอย่างโกโก้ น้ำมันประกอบอาหาร ข้าว และน้ำตาล ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่เป็นวงกว้างต่อสินค้าในเขตร้อนอื่น ๆ เช่น กล้วย ชา กาแฟ ช็อกโกแลต รวมถึงเนื้อสัตว์ที่ต้องใช้ถั่วเหลืองเป็นอาหารสัตว์

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันและก๊าซรวมถึงต้นทุนปุ๋ยก็พุ่งทะยานขึ้น อันเป็นผลมาจากสงครามในอิหร่านที่ตัดขาดเส้นทางขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์เชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน

โดยปกติแล้ว ราวหนึ่งในสามของการค้าปุ๋ยทางเรือของโลกจะต้องวิ่งผ่านช่องแคบแห่งนี้ ทว่าการเดินเรือกลับต้องหยุดชะงักลงแทบจะสิ้นเชิงนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา

แม้ว่าล่าสุดเมื่อวันพุธ (8 เม.ย.) บรรดาผู้นำโลกจะออกมาแสดงความยินดีกับการประกาศหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้ปูทางไปสู่สันติภาพที่ชัดเจน และความเสียหายจากสงครามที่ยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์จะส่งผลกระทบระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิกฤตราคาเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นประจวบเหมาะกับการเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกในสหรัฐฯ พอดี ทำให้เกษตรกรอเมริกันต่างหวั่นวิตกว่าต้นทุนอาหารจะสูงขึ้นในขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำลง เนื่องจากอุตสาหกรรมปุ๋ยต้องใช้พลังงานสูงและก๊าซธรรมชาติก็เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสารเคมีบางชนิด

บทวิเคราะห์จากโครงการอาหารแห่งสหประชาชาติ (WFP) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้วเตือนว่า จำนวนประชากรโลกที่เผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอาจพุ่งกลับไปแตะระดับเดียวกับช่วงที่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบในต้นปี 2565

ทาง WFP ประเมินว่าตัวเลขผู้ที่เผชิญความหิวโหยขั้นรุนแรงอาจพุ่งขึ้นอีกถึง 45 ล้านคน หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อข้ามเดือนมิ.ย. และราคาน้ำมันดิบยังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งตัวเลขนี้จะไปสมทบกับประชากรโลกอีก 318 ล้านคนทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหารอยู่แล้วในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปก็เพิ่งออกโรงเตือนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปลายปีนี้อาจนำพาสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดมาสู่พื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของเอธิโอเปีย ซูดานใต้ และซูดาน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อฤดูกาลเพาะปลูกหลัก

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)