“ศิริกัญญา” อัดนโยบายรัฐบาลเหมือน GPS ไร้ทิศทาง ค้านกู้เงินเพิ่ม หวั่นทำหนี้สาธารณะพุ่ง-เก็บภาษีเพิ่ม

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลคือสัญญาประชาคม ว่าจะขับเคลื่อนประเทศ ไปที่จุดหมายใด ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ เปรียบง่ายๆ เหมือนจีพีเอสนำทาง แต่ไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง เพราะมองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น ที่มองใกล้ไม่ชัดเพราะนโยบายระยะสั้น นโยบายเร่งด่วนไม่ได้เขียน และที่มองไกลไม่เห็น เพราะอ่านจนจบแล้ว ไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง จะเดินหน้าไปสู่อะไร

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ปัจจุบันด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลาง เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ปัญหาเรื่องซัพพลายช็อกจะอยู่กับเราไปยาวๆ ทำให้คาดการณ์จีดีพีของทุกสำนักที่ประเมินออกมาไม่เกิน 1.5% ส่วนเงินเฟ้อน่าจะพุ่งเกิน 3% ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะโตต่ำ ซึ่งวิธีทางแก้ที่จะนำพาประเทศออกจากวิกฤตนี้ก็จะยากขึ้น เพราะจะกระตุ้นมากก็ไม่ได้ ของจะแพงขึ้นไปอีก และสินค้ามีทีท่าว่าจะขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลจะเยียวยาประชาชนอย่างไร เพราะยังไม่เห็นนโยบายอะไรนอกจากโครงการคนละครึ่ง ซึ่งอยู่ในโหมดของทักษะดิจิทัล ไม่ได้อยู่ในเศรษฐกิจ

“เมื่อวานนี้มีข่าวออกมาว่ารัฐบาลนี้จะมีมาตรการอะไรออกมาบ้าง ในขณะที่น้ำมันขึ้นแล้ว 2 สัปดาห์ แต่มาตรการเพิ่งออกเมื่อวาน ไม่รู้ว่านายกฯ สั่งวันนี้หรือไม่ ถึงได้ออกมาตรการมาเมื่อวาน ซึ่งน่าแปลกใจว่าอย่างน้อยๆ น่าจะใส่ในคำนโยบายไว้บ้างให้ประชาชนอุ่นใจ แม้จะมีอยู่ก็จริง แต่บรรทัดเดียว ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร แทนที่จะได้มาถกกันว่าระยะเร่งด่วน ประชาชนจะได้รับความช่วยเหลือเพียงพอหรือไม่ มีอะไรที่ต้องทำเพิ่มเติมบ้าง” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเริ่มได้ในเดือน พ.ค. แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่งพลัส จะเหลือเพียงแค่ 9 ล้านคนจาก 13.4 ล้านคน คำถามคือถ้าต้องคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่สามารถทำได้เสร็จภายในเดือน พ.ค.หรือไม่ สิ่งที่เรายังไม่รู้อีกอย่างคือระยะเวลาโครงการยังไม่ชัดเจน แต่ที่ชัดเจนแล้วคือเงินที่นำมาใช้คือการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณและงบกลาง ซึ่งถ้าจะออก พ.ร.บ.โอนงบฯ 2569 ในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค.จริงหรือไม่ เพราะจะคล้ายๆกับการเกลี่ยก่อนกู้ ตกลงจะกู้จริงๆแล้วหรือไม่ เพราะมีข่าวลือว่ารัฐบาลจะมีแผนออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยวิธีการนี้สะท้อนปัญหาวิกฤตการคลังที่รัฐบาลเผชิญอยู่ ถึงจะไม่มีวิกฤตพลังงาน ก็มีความเสี่ยงทางด้านการคลังที่ค่อนข้างระดับน้องๆ วิกฤตอยู่แล้ว

ดังนั้นหากคิดจะกู้แสดงว่ากู้เพื่อใช้รายจ่ายประจำของงบประมาณ และหากรัฐบาลตั้งใจออก พ.ร.ก. เพื่อต้องการพยุงเศรษฐกิจและออกจากวิกฤตให้ได้ มีข่าวว่าจะมียอดเงินกู้จำนวน 5 แสนล้านบาท ตนต้องตั้งคำถามถึงการหาวิธีคืนเงิน เพราะเกรงว่าจะมีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และภาษี VAT

ส่วนฝั่งรายจ่ายก็กำลังมีปัญหา เพราะงบกลางถูกใช้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท สมัยแรกๆของรัฐบาลอนุทิน 1 ส่วนเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินก็เหลืออีกไม่มาก เท่าที่ได้ไปสืบทราบมาเหลืออยู่ประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งตอนแถลงนโยบายเดือน ก.ย. 68 ตนเคยพูดถึงโครงการคนละครึ่งที่ต้องใช้เงิน 44,000 ล้านบาท บวกกับเงินที่ต้องเติมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 20,000 ล้านบาท ใช้เงินในส่วนของงบกลาง ซึ่งต้องสำรองไว้ในยามฉุกเฉินจำเป็น ตอนนี้รัฐบาลต้องหาเงินเพิ่มในการโอนงบ

ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นที่ถูกผลาญไปหมด 4 เดือนแรกทำให้รายการที่ตั้งใจตั้งงบไม่พอจะสร้างปัญหาใหญ่ เช่น งบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการ ขาด 5.1 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะมีล่าช้าหรือตกเบิกแน่นอน กองทุนประชารัฐ ที่ใช้เติมเงินบัตรสวัสดิการงบ 69 ตั้งไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)