ชำแหละเศรษฐกิจไทย หนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน-รายได้ต่ำเป้า ชงเร่งปฏิรูปใหญ่ 7 ด้าน

ตามที่คณะรัฐมนตรีชุดที่ 66 เริ่มบริหารงานในเดือนเมษายน 2569 ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ค่าเงินบาทผันผวน และวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะราคาพลังงานจากตะวันออกกลางและนโยบายภาษีของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงหนุนจากการดึงดูดการลงทุนกลุ่ม New S-Curve (FDI) และการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญในการสร้างเสถียรภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน

สำนักงบประมาณของรัฐสภา (สงร.) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดทำเอกสารวิชาการ เรื่อง “สภาวะเศรษฐกิจไทยและข้อจำกัดทางการคลัง: การวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายภาครัฐ” โดยได้นำเสนอภาวะเศรษฐกิจมหภาค ดุลงบประมาณและการคลัง รวมถึงความท้าทายและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ในการตั้งข้อสังเกตหรือให้ข้อเสนอแนะต่อการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ดังนี้

1. เศรษฐกิจมหภาค

  • โครงสร้างที่พึ่งพาต่างชาติสูง: GDP พึ่งพาภาคบริการ (60%) และการส่งออก (70%) ทำให้หวั่นไหวต่อปัจจัยภายนอก เช่น ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (มาตรา 122) และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
  • วิกฤตแรงงานและผลิตภาพ: ภาคเกษตรแบกแรงงานไว้ถึง 12 ล้านคนแต่สร้างรายได้น้อย ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีการปิดตัวลงกว่า 2,300 แห่ง ส่งผลให้ผลิตภาพแรงงานลดลง
  • หนี้สินครัวเรือนและ NPL: แม้หนี้ครัวเรือนจะลดลงเหลือ 86.80% ของ GDP แต่หนี้เสีย (NPL) กลับพุ่งสูงขึ้นในทุกประเภทสินเชื่อ แม้ กนง. จะลดดอกเบี้ยเหลือ 1% เพื่อช่วยประคองแล้วก็ตาม
  • การลงทุน (FDI): แม้มียอดขอรับการส่งเสริมจาก BOI สูงมาก แต่การลงทุนจริงยังหดตัวเหลือเพียง 1.40% ของ GDP สะท้อนว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจสถานการณ์จริง

2. ฐานะการคลังและหนี้สาธารณะ

  • รายได้กระจุกตัว: รายได้รัฐ 64% มาจากภาษีเพียง 3 ประเภท (VAT, นิติบุคคล, บุคคลธรรมดา) หากเศรษฐกิจทรุด รายได้รัฐจะหายไปทันที
  • ความเสี่ยงผิดเป้าหมาย: สงร. คาดการณ์ว่ารายได้รัฐอาจต่ำกว่าเป้าถึง 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้การลดการขาดดุลงบประมาณทำได้ยากขึ้น
  • เพดานหนี้: หนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน 70% ภายในปี 2571 หรือเร็วกว่านั้นหากต้องแบกภาระวิกฤตพลังงาน

 

3. ปัจจัยเสี่ยงและวิกฤตที่ต้องเผชิญ

  • พลังงาน: ไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 51% หากเกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ เงินเฟ้ออาจพุ่งถึง 4.5% และ GDP อาจหายไปเกือบ 1%
  • สังคมสูงวัย: จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 70 ปี นำไปสู่แนวคิดการขยายอายุเกษียณราชการเป็น 65 ปี เพื่อลดภาระบำนาญและรักษาแรงงาน
  • สงครามการค้า: ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Dirty 15” (15 ประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯ สูง) เสี่ยงต่อการถูกมาตรการภาษีเจาะจงในอนาคต

รัฐบาลจึงมีความจำเป็นในการปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) หรือการคิดแบบนอกกรอบ (Think Outside the Box) ควบคู่ไปกับการแสดงออกซึ่งเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ที่เข้มแข็ง เพื่อตัดสินใจปรับปรุงโครงสร้างการบริหารเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

 

*สงร.เสนอแนวทาง 7 ด้าน ดังนี้
  • ปฏิรูปภาษี จัดเก็บภาษีทรัพย์สิน มรดก ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) และภาษีขายหุ้น เพื่อสร้างความเป็นธรรม
  • ปฏิรูประบบราชการ ยุบ/ควบรวมหน่วยงานซ้ำซ้อน และจำกัดกำลังคนเพื่อลดรายจ่ายประจำ
  • ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยใช้โมเดลอุตสาหกรรม EV และผ่อนปรนการถือครองอสังหาฯ ให้ต่างชาติภายใต้เงื่อนไขความมั่นคง
  • บริหารทรัพย์สินรัฐ นำที่ดินรัฐมาทำพลังงานหมุนเวียน หรือพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชุมชน
  • แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในส่วนที่ไม่กระทบความมั่นคงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมตลาดทุน
  • ปฏิรูปการศึกษา ลดระยะเวลาเรียน (ตามโมเดลอังกฤษ) เพื่อให้แรงงานเข้าสู่ตลาดเร็วขึ้นและลดภาระค่าใช้จ่าย
  • ปฏิรูปสาธารณสุข บูรณาการทรัพยากรร่วมกัน และควบคุมงบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่มีแนวโน้มพุ่งสูง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 เม.ย. 69)