
ฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เผยแพร่บทความตอนที่ 5 ของชุดบทความเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition finance) โดยตอนนี้นำเสนอหลักการของ Climate Transition Bond Guidelines (CTBG) มาตรฐานสำหรับการระดมทุนด้วยตราสารหนี้เพื่อนำเงินไปใช้ในวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจัดทำโดย International Capital Market Association (ICMA)
ก่อนหน้าได้เล่าถึงบทบาทและลักษณะของการเปลี่ยนผ่าน (transition) ที่มีความสำคัญต่อการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ได้ตามเป้าหมายภายใต้ความตกลงปารีส โดยได้ยกตัวอย่างเครื่องมือกำหนดนิยามการเปลี่ยนผ่านในระดับโครงการ (Activity Level) เช่น Taxonomy และ Technology Roadmap รวมถึงเครื่องมือสำหรับกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านในระดับองค์กร (Entity Level) เช่น ASEAN Transition Finance Guidance ซึ่งการอ้างอิงเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศและระดับสากลนี้ นอกจากจะช่วยให้ผู้ดำเนินโครงการปฏิบัติสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้องแล้ว ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับกิจกรรมการเปลี่ยนผ่าน และสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนมากขึ้นด้วย
ตราสารหนี้ เป็นหนึ่งในช่องทางการระดมทุนเพื่อกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่มีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อพิจารณาบริบทของการระดมทุนด้วยตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านในปัจจุบัน จากรายงานของ ICMA ปี 2024 พบว่า ตลาดตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน มีการใช้เงินกับโครงการเกี่ยวกับ climate transition จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขอบเขตของตราสารหนี้สีเขียว (green bond) โดยมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยที่นำเงินไปใช้กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงและมีข้อจำกัดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (hard-to-abate sector) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่จำเป็นต้องได้รับเงินสนับสนุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
ด้วยเหตุนี้ ในปี 2025 ICMA จึงได้จัดทำ Climate Transition Bond Guidelines ขึ้น เพื่อเป็นกรอบมาตรฐานอ้างอิงสำหรับการออกตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านโดยเฉพาะ เป็นการจำแนกประเภทการระดมทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านออกมาอย่างชัดเจน โดยมีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมจากมาตรฐาน green bond เพื่อช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของตราสาร ตลอดจนช่วยเพิ่มโอกาสการระดมทุนให้กับกิจกรรมการเปลี่ยนผ่านมากยิ่งขึ้น
Climate Transition Bond Guidelines
CTBG เป็น label ใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาจากมาตรฐานการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนที่มีอยู่เดิมของ ICMA ได้แก่ Green Bond Principles, Social Bond Principles, Sustainability Bond Guidelines (เรียกรวมว่า มาตรฐาน GSSB) และ Sustainability-Linked Bond Principles โดยที่ CTBG ยังคงยึดโครงสร้างหลัก 4 องค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกับมาตรฐาน GSSB ของ ICMA ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้
1. Use of Proceeds – นำเงินไปใช้ทำอะไร
2. Process for Project Evaluation and Selection – เลือกโครงการ / กิจกรรมอย่างไร
3. Management of Proceeds – บริหารจัดการเงินอย่างไร
4. Reporting – เปิดเผยและรายงานผลอย่างไร
ข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง CTBG กับมาตรฐาน GSSB อยู่ที่องค์ประกอบด้าน Use of Proceeds ซึ่งให้ความสำคัญกับการสนับสนุนกิจกรรมการเปลี่ยนผ่านโดยเฉพาะ ในขณะที่องค์ประกอบด้าน Management of Proceeds และ Reporting ยังคงยึดหลักการเดียวกันกับมาตรฐานการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนประเภทอื่น ๆ ของ ICMA
CTBG-Use of Proceeds หลักการสำคัญประกอบด้วย
- เงินที่ได้มาจากการระดมทุนต้องนำไปใช้กับโครงการเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Climate Transition: CT) ซึ่ง CTBG ได้ยกตัวอย่างโครงการ CT เช่น การยุติการใช้งานก่อนกำหนด (early phase-out) และเลิกดำเนินการ (decommissioning) ของกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (carbon capture and storage) โครงการปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติ (fossil fuel switch) เป็นต้น โดยโครงการต้องสามารถหลีกเลี่ยง ลด หรือเลิกปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญและสามารถวัดผลในเชิงปริมาณได้
- ผู้ระดมทุนปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน (safeguards) ที่ ICMA ระบุไว้ทั้งหมด 5 ข้อเพื่อเป็นการยืนยันความน่าเชื่อถือของการดำเนินงานเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
1) ผู้ออกตราสารต้องมีกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (sustainability or climate transition strategy) ในระดับองค์กรอย่างชัดเจน โดยกิจกรรมที่นำเงินระดมทุนไปใช้ต้องมีส่วนสนับสนุนกลยุทธ์ดังกล่าวด้วย
2) ผู้ออกตราสารต้องมีการวิเคราะห์และแสดงให้เห็นว่าทางเลือกอื่นที่เป็นเทคโนโลยีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (low-carbon) ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงภายใต้บริบทปัจจุบัน
3) กิจกรรมควรสอดคล้องกับ taxonomy เส้นทางการลดก๊าซเรือนกระจก (decarbonization pathway) หรือกรอบนโยบายระดับประเทศหรือระดับสากล
4) กิจกรรมสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการดำเนินงานตามปกติ (business-as-usual: BAU) และสามารถวัดผลได้
5) ผู้ออกตราสารต้องระบุและเปิดเผยความเสี่ยงจากกรณีที่การลงทุนอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ทางเลือกที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าเกิดความล่าช้าหรือถูกจำกัดในอนาคต (carbon lock-in risk)
และในกรณีที่กิจกรรมเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานหรือเชื้อเพลิงฟอสซิล ผู้ออกตราสารต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเพิ่มเติม เช่น กำหนดช่วงเวลายุติโครงการอย่างชัดเจน การรายงานความคืบหน้าประจำปี และ ไม่ลงทุนในโครงการประเภทดังกล่าวเพิ่มเติมในอนาคต เป็นต้น
ทั้งนี้ CTBG ได้ให้ข้อแนะนำว่า ข้อมูลของผู้ออกตราสารที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบทั้ง 4 ควรถูกจัดทำเป็นกรอบและลักษณะการเสนอขายตราสารเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Climate Transition Bond Framework) หรือแสดงไว้ในเอกสารประกอบการออกตราสาร เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงและประเมินข้อมูลได้อย่างโปร่งใส โดย ICMA แนะนำให้ข้อมูลดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบจากผู้ประเมินภายนอกเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือให้กับตราสารด้วย
สรุปสาระสำคัญของ 4 องค์ประกอบใน CTBG
1. Use of Proceeds (การใช้เงินที่ได้จากการระดมทุน) เงินที่ได้มาจากการระดมทุนต้องนำไปใช้กับโครงการเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
ปฏิบัติตาม safeguards:
กิจกรรมที่นำเงินระดมทุนไปใช้มีส่วนสนับสนุนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน/การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กร
หลักฐานแสดงว่าไม่สามารถใช้ทางเลือกเทคโนโลยี low carbon อื่นได้
กิจกรรมสอดคล้องกับ taxonomy, decarbonization pathways หรือกรอบนโยบายระดับประเทศ/สากล
กิจกรรมช่วยลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่ากรณีปกติ (BAU)
เปิดเผยความเสี่ยง carbon lock-in
2. Process for Project Evaluation and Selection (กระบวนการประเมินและคัดเลือกโครงการ)
ผู้ออกตราสารควรเปิดเผยเกณฑ์ที่ใช้คัดเลือกโครงการอย่างชัดเจน รวมถึงความสอดคล้องกับ taxonomy, decarbonization pathway หรือ กรอบนโยบายระดับประเทศหรือระดับสากล
ผู้ออกตราสารมีการทบทวนและปรับปรุงเกณฑ์การคัดเลือกโครงการอย่างสม่ำเสมอ
ผู้ออกตราสารคำนึงถึงปัจจัยและผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ
3. Management of Proceeds (การบริหารจัดการเงินที่ได้จากการระดมทุน)
มีการติดตามเงินอย่างเป็นระบบ
มีขั้นตอนภายในยืนยันว่ามีการจัดสรรเงินไปยังกิจกรรม
ปรับปรุงยอดเงินคงเหลือให้สอดคล้องกับการจัดสรรเงินจริงเป็นระยะ ตลอดอายุของตราสาร
เปิดเผยแนวทางการบริหารเงินที่ยังไม่ได้รับการจัดสรร
การติดตามและการจัดสรรเงินได้รับการตรวจสอบจากผู้ประเมินภายนอก (แนะนำ)
4. Reporting (การรายงาน)
รายงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งจนกว่าจะจัดสรรเงินครบ และรายงานเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ
เปิดเผยรายชื่อโครงการ จำนวนเงินที่จัดสรร และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
รายงานผลกระทบของโครงการ โดยใช้ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ พร้อมอธิบายวิธีการคำนวณ (หากสามารถทำได้)
สำหรับในบริบทของประเทศไทย แนวคิดดังกล่าวได้เริ่มถูกนำมาปรับใช้เชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 คณะกรรมการกำกับตลาดทุนได้เห็นชอบการออกหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการออกและเสนอขาย Transition Bond และ Thailand Amber Bond เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ออกตราสารหนี้ในการระดมทุนเพื่อลงทุนในโครงการเพื่อการเปลี่ยนผ่าน หรือกิจกรรมสีเหลือง (amber) ตาม Thailand Taxonomy ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและคำนึงถึงบริบทของประเทศไทย โดย ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้สนใจ และประชาชนเกี่ยวกับการออกหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวแล้วจนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2569
ก.ล.ต. หวังว่า บทความนี้จะทำให้เห็นภาพองค์ประกอบสำคัญของ transition มากยิ่งขึ้น และตระหนักถึงความสำคัญในการจัดสรรเงินทุนไปยังบริษัทที่มีความพร้อมในระดับที่แตกต่างกัน โดยในตอนต่อไป จะเล่าถึงเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับ Transition finance
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)





