IMF เตือนเอเชียระวังช็อกรอบใหม่ เสี่ยงรับศึกหนักเหตุเปราะบางต่อราคาพลังงาน

กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจเอเชียยังคงรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้ในช่วงเริ่มต้นปีใหม่นี้ อย่างไรก็ตาม ภาวะช็อกด้านราคาพลังงานระลอกใหม่กำลังจะกลายเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ศรีนิวาสันแถลงระหว่างการประชุมของ IMF และกลุ่มธนาคารโลกเมื่อวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) ว่า “เมื่อพิจารณาจากการที่ภูมิภาคเอเชียมีการใช้พลังงานฟอสซิลในสัดส่วนที่สูง และยังต้องพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์จากพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ภาวะช็อกด้านราคาพลังงานครั้งใหม่นี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อภูมิภาคอย่างแน่นอน”

ศรีนิวาสันระบุว่า ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในเอเชียในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ออกมาแข็งแกร่งเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยในด้านการส่งออกนั้น แรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เศรษฐกิจโตได้ดีในช่วงนี้มาจากความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่ยังคงพุ่งสูงขึ้น ปัจจัยนี้ส่งผลดีโดยตรงต่อหลายประเทศในเอเชียที่มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี นอกจากนี้ การกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก ยังช่วยลดผลกระทบจากความต้องการนำเข้าที่ชะลอตัวลงในสหรัฐฯ ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าเอเชียมีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤตพลังงาน เนื่องจากเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้นและต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหลัก นอกจากนี้ยังเปราะบางต่อการขาดแคลนปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ปุ๋ยและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ซึ่งหากความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป ก็อาจจะส่งผลกระทบให้ห่วงโซ่อุปทานตึงตัวมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ IMF คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียจะเริ่มชะลอตัวลงจาก 5% ในปี 2568 มาอยู่ที่ 4.4% ในปี 2569 และจะเหลือ 4.2% ในปี 2570 ขณะเดียวกันข้อมูลจากบล็อกของ IMF เมื่อวันพฤหัสบดี ระบุว่า จีนและอินเดียจะเป็นสองฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเอเชียในสัดส่วนถึง 70%

สำหรับแนวทางด้านนโยบายมหภาค เจ้าหน้าที่ IMF กล่าวปิดท้ายว่า ภารกิจเร่งด่วนในระยะสั้นคือการประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นภาวะช็อกที่เกิดขึ้น โดยยังต้องรักษาเสถียรภาพของระดับราคาและความน่าเชื่อถือของนโยบายไว้ ส่วนในระยะกลางคือการเร่งสร้างโมเดลการเติบโตที่สมดุล มีความยืดหยุ่น และทั่วถึงมากกว่าเดิม

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 เม.ย. 69)