
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนแบบใช้แบตเตอรี่ (BEV) ใน 15 ตลาดหลักของยุโรปพุ่งขึ้น 29.4% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 แตะระดับเกือบ 560,000 คัน ขณะที่ยอดขายเฉพาะเดือนมี.ค. ทะยานขึ้นถึง 51.3% ทะลุ 240,000 คัน เนื่องจากผู้ใช้รถหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์สันดาปมากขึ้น หลังสงครามในอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี
รายงานซึ่งรวบรวมโดยสมาคมอี-โมบิลิตี ยุโรป (E-Mobility Europe) และบริษัทวิจัยนิวออโตโมทีฟ (New Automotive) ระบุในวันนี้ (20 เม.ย.) ว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV ใหม่กว่า 5 แสนคันในไตรมาสแรก มีปริมาณมากพอที่จะช่วยลดการบริโภคน้ำมันลงได้ถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อปี
ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งยุโรป (ACEA) บ่งชี้ว่า เมื่อปีที่แล้ว ตลาดหลักทั้ง 15 แห่ง ครองสัดส่วนยอดขายรถยนต์ BEV ถึง 94% ของยอดขายทั้งหมดในสหภาพยุโรป (EU) และสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้ล้วนมีนโยบายสอดคล้องกับกฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของ EU
คริส เฮรอน เลขาธิการสมาคมอี-โมบิลิตี ยุโรป กล่าวว่า “ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในเดือนมี.ค. ถือเป็นหมุดหมายสำคัญด้านความมั่นคงทางพลังงานของยุโรปในระยะหลัง ท่ามกลางสถานการณ์ที่การพึ่งพาน้ำมันกลายเป็นจุดอ่อนอย่างแท้จริง”
รายงานยังระบุอีกว่า ตลาด EV ขนาดใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรกของภูมิภาค ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี และโปแลนด์ ต่างมียอดขายรถยนต์ BEV เติบโตสูงกว่า 40% ในปีนี้ พร้อมประเมินว่ารถใหม่ที่มีการจดทะเบียนใน EU และ EFTA เมื่อเดือนมี.ค. เป็นรถยนต์ไฟฟ้าราว 21.2%
ขณะเดียวกัน รายงานอีกฉบับของนิวออโตโมทีฟที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนเม.ย. ชี้ว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV ในอังกฤษ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับสองรองจากเยอรมนี ขยายตัว 12.8% ในไตรมาสแรก โดยได้รับแรงหนุนจากวิกฤตราคาน้ำมันเช่นกัน และครองสัดส่วนถึง 22.5% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในประเทศ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)





