
นายพิษณุ แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) [JSP] เปิดเผยว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในทุกอุตสาหกรรม และที่น่าเป็นห่วงคือผลกระทบที่จะส่งไปถึงภาคเกษตรกรรมที่เป็นกระดูกสันหลังของไทย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีสต๊อกปุ๋ยคงเหลือราว 1.116 ล้านตัน และคาดว่าจะมีปุ๋ยยูเรียนำเข้าเพิ่มอีกประมาณ 0.037 ล้านตัน ซึ่งปริมาณสำรองที่มีอยู่อาจเหลือเพียงพอถึงเดือนเมษายนนี้เท่านั้น
อย่างไรก็ดี ภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการหาแหล่งนำเข้าใหม่ และการส่งเสริมเกษตรกรปรับสูตรการใช้ปุ๋ยเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งทาง JSP ในฐานะภาคเอกชนได้เล็งเห็นความสำคัญและผลกระทบที่อาจส่งผลต่อทั้งประเทศจึงได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาปัญหาที่จะเกิดขึ้น ล่าสุดบริษัทได้ต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ โดยนำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตยาและอาหารเสริม เช่น กากเจลาติน มาผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ 5 ชนิด พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับดินและพืชภายใต้ชื่อ “จุลินทรีย์ขยัน (JSP EM)” ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหารของพืช และสามารถช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีในระยะยาว และอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ “กำจัดกลิ่นไบโอคลีน”
ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็น Biotech Solution ที่ปลอดภัยระดับ Food Grade และมีสาระสำคัญ ดังนี้
- ไกลซีนและโพรลีน (Glycine & Proline) สารสำคัญที่เปรียบเสมือนนั่งร้านซ่อมแซมเซลล์ โดย Frontiers in Plant Science วารสารชั้นนำทางชีววิทยา ยืนยันว่า Proline และ Glycine คือกรดอะมิโนหลักที่พืชใช้สร้างผนังเซลล์ใหม่ ซึ่ง JSP E-M มีสารเหล่านี้เข้มข้น พืชจึงดูดซึมไปเยียวยาแผลได้ทันที
- เจลาติน เปรียบได้กับ “พลาสเตอร์ชีวภาพ” โดยการศึกษาของ Frontiers ปี 2018 พบว่าเจลาตินช่วยเคลือบปิดบาดแผล ลดการสูญเสียน้ำและกันเชื้อโรคเข้าซ้ำ พร้อมปล่อยไนโตรเจนช้าๆ ให้พืช
- จุลินทรีย์ Super Team เป็นตัวหยุดเชื้อตัวร้ายชั้นดี งานวิจัยจาก PubMed และ PMC รายงานว่า Bacillus subtilis และ Lactobacillus สามารถผลิตสารปฏิชีวนะธรรมชาติ ลดความรุนแรงของโรค Phytophthora ได้จริง
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ควบคู่กับการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เหมาะสำหรับพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ทุเรียน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน รวมถึงตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคในเมืองที่หันมาปลูกพืชเพื่อบริโภคเองและให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“เราเห็นว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคเกษตรไทยที่ต้องเร่งมองหาทางเลือกใหม่ การนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพมาต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรในระยะยาว ขณะเดียวกันหากสามารถทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ จะไม่เพียงสร้างความมั่นคงทางอาหาร แต่ยังเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศได้อย่างยั่งยืน” นายพิษณุ กล่าว
นอกจากนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการนำของเหลือจากกระบวนการผลิตมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ช่วยลดของเสียและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ สอดรับกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ควบคู่กับหลัก ESG และ BCG พร้อมสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสร้างโอกาสด้านคาร์บอนเครดิต อีกทั้งยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์บริษัท “Wellness for Life by Innovation” ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ผ่านตัวแทนในประเทศ และตัวแทนในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นช่องทางที่มีความแข็งแกร่งจากธุรกิจเดิม เพื่อให้สามารถเข้าถึงทั้งกลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)





