สว. ออกโรงค้าน “แลนด์บริจด์” ลงทุนสูง-ไม่คุ้มค่า-สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อม

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีการคัดค้านโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามันของรัฐบาล (โครงการแลนด์บริดจ์) มูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทว่า โครงการดังกล่าว เป็น “อภิมหาโปรเจกต์” ที่ใช้เงินงบประมาณมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา แต่กลับพบปัญหาสำคัญคือไม่มีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ไม่ได้ใช้เป็นประเด็นหาเสียง หรือปรากฏในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างชัดเจน

รวมถึงขาดการทำประชาพิจารณ์อย่างแท้จริง ทั้งที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษในลักษณะนี้ มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้ง EEC และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอื่น ๆ ซึ่งผ่านมาเกือบ 10 ปี แต่ยังไม่เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในขณะที่ที่ดินในบริเวณโครงการแลนด์บริดจ์ กลับมีการเปลี่ยนมือไปหมดแล้ว ก่อนที่จะเริ่มโครงการด้วยซ้ำ

“โครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลของคุณอนุทินกำลังเดินหน้า เป็นวิธีคิดที่มักง่าย และฉาบฉวย ในการเชื่อมต่ออ่าวไทยที่ จ.ชุมพร กับฝั่งอันดามันที่ จ.ระนอง โดยอ้างว่าจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินเรือจากช่องแคบมะละกาได้ 1-2 วัน แต่ในความเป็นจริง กระบวนการยกสินค้าขึ้นจากเรือ เพื่อลงรถไฟ แล้วนำไปลงเรืออีกฝั่ง อาจต้องใช้เวลาถึง 6-7 วัน และทำได้เฉพาะสินค้าคอนเทนเนอร์เท่านั้น ไม่รวมสินค้าเทกอง อย่างน้ำมันหรือธัญพืช ที่สำคัญ ผลการศึกษาของสภาพัฒน์ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุชัดว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงทุนสูงแต่ผลตอบแทนต่ำมาก เนื่องจากปัจจุบันช่องแคบมะละกายังไม่หนาแน่น โดยมีเรือผ่านเพียงชั่วโมงละไม่ถึง 10 ลำ (วันละ 200-220 ลำ) และยังมีเส้นทางอื่น อย่างช่องแคบซุนดา หรือลอมบอก เป็นทางเลือก อีกทั้งระบบเดินเรือในช่องแคบมะละก มีความพร้อมทั้งระบบธนาคาร การซ่อมบำรุง และกฎหมายมานานเกือบ 200 ปีแล้ว” สว.นันทนา กล่าว

พร้อมระบุว่า การฝืนทำโครงการนี้ จะส่งผลกระทบต่อป่าไม้ ระบบนิเวศชายฝั่ง และอาชีพประมงอย่างที่ไม่อาจเรียกคืนมาได้ ในภาวะที่ประเทศมีหนี้สาธารณะทะลุ 70% ของ GDP และเผชิญสภาวะเงินฝืดสลับเงินเฟ้อ ดังนั้นจึงเห็นว่า รัฐบาลควรหยุดทำร้ายประชาชน และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง 

ด้านนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า กรรมาธิการพัฒนาการเมืองของวุฒิสภา ได้เชิญสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจร (สนข.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เข้ามาชี้แจง ซึ่งพบว่ารายงานของทั้ง 2 หน่วยงาน มีความขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้เหตุผลทางวิชาการในปัจจุบัน ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะผลักดันโครงการต่อไปได้ทันที อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของโครงการ

“ปัจจุบันทางกรรมาธิการกำลังทำรายงานสรุปข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเสนอต่อสภาฯ ภายในสมัยประชุมนี้ เนื่องจากพบข้อบกพร่องทั้งในเชิงกระบวนการ และเนื้อหาของรายงานจาก สนข.หลายจุด โดยเฉพาะกรณีที่ สนข. ปฏิเสธที่จะให้สำเนารายงาน EIA ล่าสุดแก่ภาคประชาชนที่ยื่นหนังสือขอคัดสำเนา ทั้งที่เป็นโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ข้อมูลเหล่านี้ควรเปิดเผยให้รับทราบก่อนที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการหรือ คชก. จะอนุมัติ ไม่ใช่ปกปิดไว้ ซึ่งทางกรรมาธิการได้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมในวันพรุ่งนี้เพื่อซักถาม สนข. ต่อไป” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

พร้อมระบุว่า แม้ประเทศจะต้องการเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แต่โครงการแลนด์บริดจ์ ยังมีคำถามมากมาย ทั้งเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบในพื้นที่ การสั่งเดินหน้าเต็มตัวในขณะที่ผลการศึกษายังน่ากังขาเช่นนี้ ถือว่าเร็วเกินไป รัฐบาลควรจัดทำรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)