ราคาพลังงานพุ่งทำธุรกิจสิงคโปร์แบกรับต้นทุนอ่วม-จี้รัฐช่วยเหลือ

ธุรกิจเกือบทั้งหมดของสิงคโปร์กำลังเผชิญกับต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งทะยานขึ้น ขณะที่ธุรกิจกว่าครึ่งระบุว่า ได้รับแรงกดดันด้านต้นทุนแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ผลสำรวจเร่งด่วนโดยสมาพันธ์นายจ้างแห่งชาติสิงคโปร์ (SNEF) ซึ่งจัดทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 10-16 เม.ย. ที่ครอบคลุมบริษัท 210 แห่งในภาคการผลิต บริการ และก่อสร้าง เผยให้เห็นในวันจันทร์ (20 เม.ย.) ว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 96% ระบุว่า ต้นทุนการดำเนินงานพุ่งสูงขึ้น โดยในจำนวนดังกล่าว 41% ระบุว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นในระดับปานกลางที่ 11-25% ขณะที่ 19% ระบุว่า ประสบปัญหาต้นทุนพุ่งสูงเกินกว่า 25%

รายงานระบุว่า ค่าสาธารณูปโภคและเชื้อเพลิงเป็นองค์ประกอบด้านต้นทุนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 70% ระบุว่า ได้รับผลกระทบจากทั้งสองส่วน รองลงมาคือค่าวัสดุและอุปกรณ์ (59%) และค่าขนส่งทางอากาศและทางเรือ (53%)

นอกจากนี้ บรรดาธุรกิจยังระบุอีกว่า ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังต้นทุนการดำเนินงาน โดยทำให้ราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าแรงชั่วคราวพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการบริการ อาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีก

เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ในอนาคต ผู้ตอบแบบสอบถาม 39% แสดงความกังวลและมีมุมมองเชิงลบต่อช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า โดยระบุถึงความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการค้าโลกและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ กลุ่มนายจ้างได้เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดหากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระภาษีหรือความช่วยเหลือด้านเงินทุน (83%) การอุดหนุนราคาพลังงาน (77%) และการชะลอการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านแรงงาน (55%)

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 เม.ย. 69)