ส่องธุรกิจแบงก์ไทย! เผชิญโจทย์หนักช่วงที่เหลือของปี 69 หลังผ่าน Q1 แบบประคองตัว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่างบการเงินของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1/69 สะท้อนภาพการประคองตัว แม้กำไรสุทธิในภาพรวมยังทรงตัวได้ แต่แรงกดดันจากธุรกิจหลักและความเปราะบางของลูกหนี้ยังคงเป็นโจทย์ต่อเนื่อง ดังนั้นการผ่านพ้นไตรมาสแรกมาได้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขณะที่ความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจอาจเพิ่มแรงกดดันต่อผลการดำเนินงานในระยะข้างหน้า

กำไรสุทธิของกลุ่มแบงก์ ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ระดับ 6.67 หมื่นล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนความสามารถในการประคองระดับกำไรสุทธิได้ แม้อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง แต่หากพิจารณาโครงสร้างรายได้ จะเห็นว่าแรงหนุนผลการดำเนินงานของกลุ่มแบงก์ในไตรมาสแรกไม่ได้มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิซึ่งเป็นรายได้หลักของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ แต่กลับมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (ซึ่งพอช่วยชดเชยแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้ในระดับหนึ่ง)

โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ รายได้จากเงินปันผล กำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน หรือ FVTPL และเงินสนับสนุนจาก FIDF จากโครงการคุณสู้เราช่วย ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงลดลงตามแรงกดดันจากการหดตัวของเงินให้สินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในระดับต่ำตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

อย่างไรก็ตามแนวโน้มธุรกิจแบงก์ในช่วงที่เหลือของปี 69 มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น จากภาพโครงสร้างรายได้ที่มีแรงผลักดันจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมากขึ้นนั้น สะท้อนว่าการดำเนินงานของธุรกิจธนาคารพาณิชย์น่าจะมีความท้าทายเพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาส 2/69 และช่วงครึ่งหลังของปี 69 สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและธุรกิจที่มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า มี 3 ประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด ประกอบด้วย

1. การบริการจัดการความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อ ทั้งในส่วนสินเชื่อปล่อยใหม่และคุณภาพสินเชื่อ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าธนาคารจะยังคงพิจารณาความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้และปล่อยสินเชื่อในลักษณะที่สอดคล้องกับศักยภาพผู้ของกู้ ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับลูกหนี้ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ตามโครงการ SMEs Credit Boost และ SMEs Secure+

ขณะที่ประเด็นด้านคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นโจทย์ที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง (หลังจากที่สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อกลับมาขยับสูงขึ้นในไตรมาสแรก) เพราะข้อจำกัดของภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อาจมีผลกดดันรายได้และกระแสเงินสดของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางทั้งในส่วนของลูกหนี้รายย่อยและลูกค้าผู้ประกอบการ

โดยประเมินว่าแนวโน้มภาพรวมสินเชื่อของกลุ่มแบงก์ในปี 69 จะยังคงติดลบติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ขณะที่ NPL ของกลุ่มแบงก์อาจขยับขึ้นไปอยู่สูงกว่าระดับ 3.20% ต่อสินเชื่อรวม

2. การตั้งสำรองฯเพิ่มเติมในกรอบระมัดระวังเพื่อรองรับความผันผวน และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ข้อมูลจากงบไตรมาส 1/69 สะท้อนว่า

ระดับค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มแบงก์ยังคงขยับสูงขึ้น ซึ่งหากประเมินควบคู่กับแนวโน้มที่เปราะบางของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มพิจารณาตั้งสำรองฯในกรอบที่ระมัดระวังต่อเนื่องเพื่อเป็นกันชนเสริมความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยผ่านราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น และกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่อ่อนแอลง

จากแนวโน้มการรักษาระดับสำรองฯให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สัดส่วนสำรองฯต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Coverage Ratio) อาจขยับขึ้นไปอยู่สูงกว่า 195% ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยที่หักสำรองฯ (NIM ที่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการสำรองฯ) จะลดลงไปอยู่ต่ำกว่า 2% ในปี 69 จากระดับ 2.16% ในปี 68

3. ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เนื่องจากความต้องการใช้บริการทางการเงินบางประเภทอาจชะลอลงตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซบเซา ขณะเดียวกันความผันผวนของตลาดการลงทุนอาจกระทบต่อรายได้ค่าฟีจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง การขายกองทุนรวม และผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่นๆ ซึ่งมักขึ้นอยู่กับบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของลูกค้า

นอกจากนี้ รายได้จากค่าธรรมเนียมบางรายการอาจชะลอลงตามหลักเกณฑ์การกำหนดมาตรฐานค่าบริการ และการให้บริการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีการกำหนดมาตรฐานและเพดานใหม่ สำหรับค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝากค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ธุรกรรมชำระเงิน รวมถึงจำกัดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับสินเชื่อ SMEs เพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริง และห้ามชดเชยด้วยการตั้งค่าธรรมเนียมใหม่หรือปรับดอกเบี้ยทดแทน

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยังท้าทาย รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิของกลุ่มแบงก์ในปี 69 มีแนวโน้มที่จะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 เม.ย. 69)