“ศุภจี” รับข้อเสนอสมาคมชาวนาฯ พร้อมพาฝ่าวิกฤตโลก ร่วมดูแลข้าวไทยทั้งระบบ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย โดยมีตัวแทนเกษตรกรจาก 57 จังหวัดกว่า 200 ราย เข้าร่วมประชุม เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะของภาคเกษตรกร และเชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายภาครัฐให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริง

นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่เผชิญปัญหา แต่เป็นวิกฤตร่วมของโลก

สิ่งที่ต้องทำคือการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ จำเป็นต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลต้นน้ำ และภาคอุตสาหกรรมในกลางน้ำ เพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า ได้รับหนังสือข้อเสนอจากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ทั้งในส่วนของมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ และมาตรการระยะยาว 5 ข้อ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย ซึ่งบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับคณะรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และทันท่วงที

 

  • เดินหน้าดูแล “ต้นน้ำ” ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต

ในส่วนของต้นน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ และให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยชี้ว่า ปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-700 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่บางประเทศคู่แข่งสามารถผลิตได้ถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้น จึงต้องเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกร

  • หนุน “กลางน้ำ” แปรรูป-สร้างมูลค่าเพิ่มครบวงจร

สำหรับกลางน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาด

ทั้งนี้ การแปรรูปไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งการแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น

  • เร่ง “ปลายน้ำ” ทำตลาด-พยุงราคา-ขยายส่งออก

ในส่วนของปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการ “ซื้อนำตลาด” ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น dashboard ข้าว เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์อุปสงค์-อุปทานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ เพื่อเร่งดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ควบคู่กับการจัด “ตลาดนัดข้าวเปลือก” เพื่อเพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง

นอกจากนี้ ยังเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออกปี 2569 ที่กว่า 7 ล้านตัน แม้เผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์โลก พร้อมใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศ เช่น การขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้มีสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวอยู่ในข้อตกลงการซื้อขาย

 

  • พร้อมผลักดัน “ข้าวประณีต” สร้างมูลค่าเพิ่ม

นางศุภจี งผลักดันแนวคิด “ข้าวประณีต” ซึ่งเป็นข้าวที่มีการพัฒนาเรื่องคุณภาพ เรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง เพราะข้าวไทยมีศักยภาพมาก หากเราสร้างเรื่องราว ใส่นวัตกรรม และทำตลาดอย่างเหมาะสม จะสามารถยกระดับราคาขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการดูแลเรื่องต้นทุนปัจจัยการเกษตรว่า กรมการค้าภายใน ได้เตรียมกิจกรรม ช่วยลดปัจจัยการผลิตของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะสินค้าข้าว ในโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ลดราคาปุ๋ยสูงสุดกระสอบละ 300 บาท ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนเกษตรกร

ทั้งนี้ โครงการเตรียมเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 69 โดยในระยะแรก (เฟสแรก) จะจัดจำหน่ายรวม 30 แห่ง โดยในเดือนพฤษภาคมกำหนดจัดแล้ว 10 จังหวัด ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติมในระยะถัดไป เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 เม.ย. 69)