โตโยต้าทำยอดขายทั่วโลกปี 68 สูงเป็นประวัติการณ์ครั้งแรกในรอบ 2 ปี รับดีมานด์รถไฮบริด

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป (Toyota Motor Corp) เปิดเผยในวันนี้ (27 เม.ย.) ว่า บริษัททำยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในปีงบการเงิน 2568 เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10.48 ล้านคัน ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดเดิมเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยได้แรงหนุนจากความต้องการรถยนต์ไฮบริดที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ แม้จะได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ในอัตราที่สูงก็ตาม

โตโยต้า ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อพิจารณาในแง่ปริมาณ ระบุว่า ยอดผลิตรถยนต์ทั่วโลกในปีงบการเงิน 2568 เพิ่มขึ้น 2.2% สู่ระดับ 9.89 ล้านคัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม โตโยต้าระบุว่ายอดการส่งออกจากญี่ปุ่นไปยังตะวันออกกลางในเดือนมี.ค. ร่วงลงอย่างหนักถึง 46.4% จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 17,122 คัน ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าว

ยอดขายในตลาดต่างประเทศของโตโยต้าเพิ่มขึ้น 2.7% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9 ล้านคัน โดยยอดขายในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 7.7% สู่ระดับ 2.52 ล้านคัน ซึ่งได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งของอุปสงค์รถยนต์รุ่นโคโรลล่า (Corolla) และคัมรี (Camry) ซึ่งเป็นรุ่นหลักในอเมริกาเหนือ

ขณะที่ยอดขายในจีนลดลง 1.4% มาอยู่ที่ 1.76 ล้านคัน ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และยอดขายภายในประเทศญี่ปุ่นลดลง 2% สู่ระดับ 1.47 ล้านคัน

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า โตโยต้าเปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น 6.5% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.04 ล้านคัน

ส่วนยอดผลิตรถยนต์ในต่างประเทศของโตโยต้าเพิ่มขึ้น 3.2% สู่ระดับ 6.66 ล้านคัน โดยยอดการผลิตในสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 11.4% สู่ระดับ 1.39 ล้านคัน ขณะที่ยอดการผลิตในจีนเพิ่มขึ้น 1.5% สู่ระดับ 1.57 ล้านคัน และยอดการผลิตภายในประเทศญี่ปุ่นขยับขึ้น 0.2% แตะระดับ 3.24 ล้านคัน

สำหรับในเดือนมี.ค.เดือนเดียว ยอดขายทั่วโลกลดลง 7.3% มาอยู่ที่ 897,871 คัน ขณะที่ยอดการผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น 2.1% สู่ระดับ 902,210 คัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนมี.ค.

โตโยต้าระบุว่า ยอดขายในตะวันออกกลางลดลง 32.3% มาอยู่ที่ 33,919 คันในเดือนมี.ค. ขณะที่ยอดขายในสหรัฐฯ ลดลง 8.5% สู่ระดับ 211,617 คัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานยอดขายที่สูงมากในปีที่แล้ว อันเนื่องมาจากการที่ผู้ซื้อแห่ซื้อรถยนต์ก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงขึ้น

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 69)