
เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า เกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในภูมิภาคปาปัวของอินโดนีเซียในวันนี้ (27 เม.ย.) ท่ามกลางการชุมนุมประท้วงของประชาชนนับร้อยรายเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่
ชนวนเหตุสำคัญของการประท้วงครั้งนี้มาจากปฏิบัติการทางทหารเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีรายงานว่าส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย โดยในจำนวนนี้มีทั้งผู้หญิงและเด็ก ขณะที่ทางกองทัพยังคงสงวนท่าทีและไม่ได้ออกมายอมรับถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซียได้ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิต พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแนวทางการปฏิบัติงานในภูมิภาคดังกล่าว
ปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกวาดล้างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนติดอาวุธที่พยายามเรียกร้องเอกราชให้แก่ปาปัว หลังผลการลงประชามติภายใต้การกำกับดูแลขององค์การสหประชาชาติ (UN) ส่งผลให้พื้นที่นี้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย หลังสิ้นสุดยุคอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ที่ยาวนานกว่า 60 ปี
จาโย สุการ์นิโต โฆษกตำรวจจังหวัดปาปัว เปิดเผยว่า มีกลุ่มผู้ประท้วงราว 800 คน ออกมาชุมนุมใน 3 จุดทั่วนครจายาปุระ เมืองเอกของจังหวัดปาปัว ก่อนที่จะมารวมตัวกันบริเวณใจกลางเมือง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลถอนกำลังทหารออกจากทั้ง 6 จังหวัดของปาปัว และต้องรับประกันว่าจะยุติความรุนแรงที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ
โฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้แก๊สน้ำตาและฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายกลุ่มผู้ประท้วงในจุดหนึ่ง หลังจากมีการขว้างปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ ส่งผลให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 5 นาย แต่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บในฝั่งกลุ่มผู้ประท้วง
ภายหลังเหตุปะทะสงบลง การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไปอย่างสันติ โดยมีสมาชิกรัฐสภาในพื้นที่หลายรายเดินทางมาพบปะกลุ่มผู้ประท้วงเพื่อรับฟังข้อเรียกร้อง
ทั้งนี้ ปาปัวเป็นภูมิภาคที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นที่ตั้งของกราสเบิร์ก (Grasberg) เหมืองทองคำและทองแดงที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 69)





