ชาวออสซี่กว่า 40% โทษสหรัฐ-อิสราเอลต้นตอวิกฤตราคาน้ำมัน คาดเศรษฐกิจแย่ลง

เอสเซนเชียล รีเสิร์ช (Essential Research) สถาบันวิจัยอิสระเปิดเผยผลสำรวจในวันนี้ (29 เม.ย.) ระบุว่า ชาวออสเตรเลียมากกว่า 40% มองว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นผู้มีส่วนรับผิดชอบหลักต่อวิกฤตราคาน้ำมันที่ยืดเยื้อ ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศมีแนวโน้มถดถอยลงในช่วง 6 เดือนข้างหน้า

เอสเซนเชียล รีพอร์ต (Essential Report) ผลสำรวจรายเดือนด้านสังคมและการเมืองระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 42% ชี้ว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นผู้จุดชนวนสถานการณ์โจมตีอิหร่าน

ขณะที่ 32% ระบุว่า เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลออสเตรเลียที่ขาดการวางแผนรับมือล่วงหน้า ส่วน 17% มองว่า อิหร่านต้องรับผิดชอบมากที่สุด จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

ทั้งนี้ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในออสเตรเลียพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมี.ค. เป็นเหตุให้ทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลแต่ละรัฐต้องออกมาตรการลดภาษีน้ำมันเป็นการชั่วคราว

ก่อนที่จิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีคลังออสเตรเลีย จะแถลงร่างงบประมาณประจำปี 2569-2570 ในเดือนพ.ค. ผลสำรวจพบว่า 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามสนับสนุนการขยายเวลามาตรการลดภาษีน้ำมันออกไป

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะ 6 เดือนข้างหน้า ผู้ตอบแบบสอบถาม 55% คาดว่า เศรษฐกิจจะย่ำแย่ลง ขณะที่เพียง 14% มองว่าจะดีขึ้น โดยตัวเลขผู้ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะแย่ลงเพิ่มขึ้นจาก 35% ในการสำรวจเมื่อเดือนส.ค. 2568 ส่วนผู้ที่มองว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นนั้นลดลงจาก 22%

นอกจากนี้ ชาวออสเตรเลีย 54% ยังเห็นว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิดพลาด เพิ่มขึ้นจาก 49% ในเดือนก.พ. เทียบกับ 30% ที่มองว่ายังอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 เม.ย. 69)