กพช.ไฟเขียวลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกบ้านพักอาศัย ต่ำกว่า 3 บาท-รับซื้อไฟโซลาร์บ้านเข้าระบบ 2.20 บาท/หน่วย

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ซึ่งดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (28 เม.ย.)

ที่ประชุม กพช. เห็นชอบในหลักการ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” ได้แก่

(1) การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยที่ประชุม กพช. เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก และไม่เกิน 500 หน่วย ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ครอบคลุม 23 ล้านครัวเรือน ภายในเดือนมิ.ย. 69

นอกจากนี้ กพช. มอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณานำเงินผลประหยัดจากมูลค่าการจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โดยไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซของโรงแยกก๊าซ (Bypass Gas) จำนวน 369,568,004.06 บาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft ในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 69 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน

อีกทั้งให้ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมกับ กกพ. ศึกษาแนวทางการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาให้กับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้บริการจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับบ้านอยู่อาศัยดังกล่าว ในอัตราค่าไฟที่เหมาะสมและเป็นธรรม และนำเสนอผลการศึกษา ต่อ กพช. โดยเร็ว

(2) การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน ที่ประชุม กพช. มีมติรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดย กฟน. กฟภ. จะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี โดยมอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายใน มิ.ย. 69

“ในการประชุมกพช.ครั้งล่าสุด มีมติขยายเพิ่มครั้งละ 500 เมกะวัตต์ ถ้าเต็มอีกก็จะขยายเพิ่มไปอีก โดยที่เราตั้งใจว่า จะมีการส่งเสริมติดโซลาร์ผลิตไฟไว้ใช้เอง และผลิตไฟไว้สำหรับขายคืนเข้าระบบมากที่สุดเท่าที่มากได้ จะไม่มีข้อจำกัดที่สมัครแล้วไปติดที่ 90 เมกะวัตต์ ตรงนี้จะเพิ่มขึ้นทีละ 500 เมกะวัตต์”นายเอกนัฏ กล่าว

“โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง ลดภาระค่าพลังงานในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงาน สนับสนุนการกระจายศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้า และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมพลังงานสะอาดควบคู่กับการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี” นายเอกนัฎ กล่าว

ส่วนกรณีมีประเด็นเข้าใจผิดในเรื่องของการให้โรงงานอุตสาหกรรม ร้านค้า ร้านอาหาร มาแบกค่าไฟของผู้อยู่อาศัย นายเอกนัฎ ระบุว่า มติวันนี้เป็นการคำนวณเฉพาะประเภทที่เป็นบ้านอาศัยเท่านั้น และหลายคนมีเข้าใจผิดเรื่องอัตราค่าไฟใหม่ว่า เป็นการคิดคำนวณในลักษณะของการเหมาจ่าย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นอัตราก้าวหน้า ที่มีการปรับใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งคาดการณ์ว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากอัตรค่าไฟ ไม่ใช่แค่ผู้ที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วยเท่านั้น แต่จะเป็นผู้ที่ใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วย ซึ่งจะครอบคลุมเกิน 90% ของครัวเรือนทั้งประเทศ

ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ย้ำว่า โครงสร้างค่าไฟดังกล่าวสำหรับบ้านพักอาศัยเท่านั้น ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมทุกอย่างยังคงเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับผู้ประกอบการ โรงงาน ร้านค้าต่างๆ ที่ได้จดทะเบียนไว้ไม่ครอบคลุม จึงไม่ได้ถือเป็นการผลักภาระค่าไฟให้กับผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ หากมีบ้านพักหรือที่อาศัยมีการดัดแปลงและไม่ได้ใช้ในวัตถุประสงค์ในการพักอาศัยอย่างเดียว คาดว่าจะประสบปัญหาได้ เช่น การเปิดร้านอาหารในบ้าน มีการใช้ไฟสูงขึ้น ก็จะไม่ได้ประโยชน์กับโครงการนี้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 เม.ย. 69)