
หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล (WSJ) รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้คณะบริหารของเขาเตรียมพร้อมสำหรับการขยายเวลาการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ในขณะที่ข้อตกลงการหยุดยิงยังคงดำเนินอยู่ ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ที่หยุดชะงักในเวลานี้
WSJ รายงานในวันอังคาร (28 เม.ย.) ว่า ในการประชุมหลายครั้งที่ผ่านมา รวมถึงการหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงในทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ (27 เม.ย.) ปธน.ทรัมป์เลือกที่จะเดินหน้ากดดันอิหร่านทั้งในด้านเศรษฐกิจและการส่งออกน้ำมัน ด้วยการขัดขวางการขนส่งสินค้าทางเรือทั้งขาเข้าและขาออกจากท่าเรืออิหร่าน
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับ WSJ ว่า ปธน.ทรัมป์ประเมินว่าการปิดล้อมครั้งนี้ ซึ่งถือเป็น “การเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูง” เพื่อบีบให้อิหร่านยอมจำนนในประเด็นนิวเคลียร์นั้น มีความเสี่ยงน้อยกว่าทางเลือกอื่น ๆ เช่น การกลับมาทิ้งระเบิดอีกครั้ง หรือการยอมถอนตัวจากความขัดแย้งครั้งนี้
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังให้ข้อมูลกับ WSJ ว่า ขณะนี้ปธน.ทรัมป์ยังไม่เต็มใจที่จะลดข้อเรียกร้องของเขาที่ต้องการให้อิหร่านให้คำมั่นสัญญาว่าจะระงับการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์เป็นเวลา 20 ปี และยอมรับข้อจำกัดต่าง ๆ หลังจากพ้นช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว
ขณะเดียวกัน WSJ รายงานว่า ปธน.ทรัมป์กล่าวกับคนสนิทว่า ข้อเสนอ 3 ขั้นตอนของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และเลื่อนการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ออกไปก่อนนั้น พิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลอิหร่านไม่ได้เจรจาด้วยความจริงใจ
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า แอนนา เคลลี โฆษกหญิงประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า สหรัฐฯ ได้บรรลุวัตถุประสงค์ทางทหารในสงครามกับอิหร่านแล้ว และความสำเร็จของการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านได้ทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองสูงสุดต่ออิหร่าน ในระหว่างการเจรจาเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม รายงานของ WSJ ระบุว่า การขยายเวลาการปิดล้อมจะทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น อีกทั้งจะกระทบต่อคะแนนนิยมของปธน.ทรัมป์ และทำให้โอกาสของพรรครีพับลิกันที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมมีความไม่แน่นอนมากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้จำนวนการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงสู่ระดับต่ำสุด นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างหนักเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ด้าน Axios สื่อออนไลน์ของสหรัฐฯ ระบุว่า การที่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและเด็ดขาด ทำให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางส่วนเริ่มมองว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่า 8 สัปดาห์นี้ มีแนวโน้มจะลงเอยด้วยสภาวะที่ไม่มีความคืบหน้าทั้งเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ และไม่มีการกลับไปทำสงครามกันอย่างเต็มรูปแบบ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 เม.ย. 69)





