
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัวคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ประกาศยกระดับการทำงานตรวจสอบรัฐบาล พร้อมนำเสนอนโยบายทางเลือก เพื่อรักษาความหวังของสังคมไทยท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่กำลังกระทบเศรษฐกิจและชีวิตคนไทยอย่างรุนแรง
โดยทีม ครม.เงา ของพรรคปชน. แบ่งการบริหารงานตามภารกิจออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่
– ด้านเศรษฐกิจใหม่ นำโดย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
– ด้านคุณภาพชีวิตใหม่ นำโดย นายเดชรัต สุขกำเนิด
– ด้านความมั่นคงใหม่ นำโดย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
– ด้านการปฏิรูปรัฐ นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล
ทั้งนี้ ทีม ครม.เงา เสนอ “4 วาระเร่งด่วน” ที่เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการทันที และเป็นวาระที่พรรคปชน. จะจับตาเป็นพิเศษในเวลา 1 เดือนต่อจากนี้
1. มาตรการช่วยเหลือ: มาตรการไทยช่วยไทยพลัสและการเยียวยาประชาชนต้องไม่ตกหล่น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือต่อกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการขนส่ง
2. ค่าไฟ: รัฐบาลต้องไม่แก้ปัญหาค่าไฟแพงแบบฉาบฉวย ด้วยการโยนภาระให้ประชาชนต้องเดินหน้าเจรจาลดค่าพร้อมจ่าย ทลายเพดานโควตาซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน
3. แลนด์บริดจ์: รัฐบาลต้องประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่ ทบทวนการออก พ.ร.บ. SEC ตั้งต้นด้วยเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตภาคใต้
4. ลมหายใจ: รัฐบาลต้องหยิบกฎหมายปกป้องลมหายใจคนไทย 2 ฉบับสำคัญที่ค้างสภาอยู่คือ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด และร่าง พ.ร.บ. การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษและการถ่ายโอนสารมลพิษ (พ.ร.บ. PRTR) กลับมาเดินหน้าต่อภายในวันที่ 12 พ.ค.
โดย ทีม ครม.เงา พรรคประชาชนจะจัดประชุมเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อนำการตัดสินใจของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล มาเปิดเผยให้สังคมเห็นว่า เกิดผลดี ผลเสียต่อกลุ่มใดบ้าง พร้อมเสนอทางเลือกที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตครั้งนี้อย่างเป็นธรรมและมีอนาคต
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ครม.เงา จะเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยเติมความหวังให้กับคนไทยได้ ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรี ในแต่ละสัปดาห์ ถือว่า เป็นการประชุมที่มีความสำคัญ ทุกมติ ครม. ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชน และผู้ประกอบการโดยตรง และย่อมมีผู้ที่ได้ และเสียประโยชน์ต่อทุกการตัดสินใจ ทุกการดำเนินนโยบาย และมาตรการของรัฐ
“ทีม ครม.เงา ของพรรคประชาชน จะช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิดในทุกมติ ครม.ที่ออกมา ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นหนึ่งกลไกที่สำคัญที่ใช้ในการตีแผ่ให้ประชาชนเห็นว่า ตกลงแล้วการตัดสินใจของรัฐบาลชุดนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ หรือมีการอิงแอบผลประโยชน์ของกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งหรือไม่” หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุ
ขณะเดียวกัน นอกเหนือการตรวจสอบอย่างเข้มข้นแล้ว จะเป็นภารกิจในการเติมความหวัง โดยให้ข้อเสนอแนะ หรือทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งเชื่อว่า ถ้าคนไทยมีรัฐบาลที่ยึดโยงกับประชาชน ทำเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
นายณัฐพงษ์ กล่าวย้ำว่า พรรคประชาชนตั้งใจให้ทีม ครม.เงา เป็นกลไกกลางในการประสานงานกับทุกภาคส่วน ทั้ง สส.ภายในพรรค, ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และภาคประชาสังคม ซึ่งจะจัดประชุมแบบนี้ต่อเนื่องทุกสัปดาห์ในวันจันทร์ เพื่อเป็นข้อเสนอแนะ ก่อนที่จะมีการประชุม ครม.ในวันอังคาร เพื่อที่จะติดตามตรวจสอบ และให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ และเสนอมาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาล เพื่อเติมความหวังให้คนไทยกลับคืนมา
ส่วนความคาดหวังกับการที่รัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะของ ครม.ไปใช้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน การที่ได้ให้ข้อเสนอไป ซึ่งจะทำ หรือไม่ทำ ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ส่วนการที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในส่วนของราชการ สามารถผลักดันผ่านคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ ไปยังส่วนต่าง ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นคณะกรรมาธิการที่พรรคประชาชนเป็นประธานคณะกรรมาธิการเท่านั้น
“การที่เราช่วยเติมความหวังให้กับประชาชน ภายใต้เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในปัจจุบัน คือ การที่เราให้ข้อเสนอที่ดีกว่า ให้ประชาชนเห็น ซึ่งหากรัฐบาลไม่นำข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านั้นไปดำเนินการ คนที่จะตัดสินหน้าตารัฐบาลในครั้งหน้า ก็คือ ประชาชน” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เคยตั้ง ครม.เงา และเมื่อได้เป็นรัฐบาลจริง บุคคลใน ครม.เงา ก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี ดังนั้น พรรคประชาชนใช้โมเดลเดียวกันหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคฯ ไม่ได้ยึดติดที่ตัวบุคคล และไม่ปฏิเสธที่จะทำงานกับคนที่มีความรู้ ความสามารถ และเจตจำนงทางการเมือง แต่การทำงานของ ครม.เงาของพรรคประชาชนทำงานเป็นทีม ซึ่งทุกคนทำงานร่วมกันไม่มีใครรู้สึกว่าจะหวังตำแหน่งในครั้งหน้าแน่นอน
ส่วนในการประชุมพรรค ได้พูดคุยถึงอนาคตในการเข้าร่วม หรือไม่ร่วมรัฐบาล เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราทำการเมืองก็ต้องการเข้าสู่อำนาจรัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเรื่องของรายละเอียด สูตรการจัดรัฐบาลในอนาคตจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่เร็วไปที่จะพูด และเปล่าประโยชน์ที่จะพูด เพราะยังไม่รู้ว่าการเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร ผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่บอกได้คือ การเข้ามาทำงานการเมือง ไม่ได้ต้องการเข้าสู่อำนาจรัฐ เพราะแค่อยากได้อำนาจรัฐไปจัดสรรงบประมาณ แต่อยากได้อำนาจรัฐ เพื่อมาสร้างการเปลี่ยนแปลง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 เม.ย. 69)





