
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า ได้มีการแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ โดยให้เร่งสรุปผลการศึกษาภายใน 90 วัน ให้สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาทุกรูปแบบ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าของการลงทุน เรื่องของโลจิสติกส์ และสิ่งที่ต้องผูกอยู่กับโครงการแลนด์บริดจ์
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ถ้าจะเอาเรื่องของคาร์โก้และการขนส่ง อาจจะไม่คุ้มทุน ซึ่งดูเรื่องทุนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูทั้งเรื่องผลการศึกษา จุดคุ้มทุน การหาพาร์ทเนอร์ และประโยชน์ใช้สอยในโครงการนี้ เป็นการดูภาพรวมเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการศึกษาที่เคยดำเนินการมาในอดีต อยู่บนสถานการณ์โลกอีกบริบทหนึ่ง แต่ขณะนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ การที่จะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องมีผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หากเกิดสถานการณ์หรือความขัดแย้งใดๆ จึงต้องหายุทธศาสตร์ที่ทำให้ไทยยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
“แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ว่าทจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ แต่เป็นนโยบาย ซึ่งเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทย และแฟนๆ ของพรรคภูมิใจไทย ถือว่าเป็นเรื่องเก่าด้วยซ้ำ เราพูดมาตั้งแต่ปี 2562 และสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลที่ผ่านมาก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาและตั้งใจที่จะให้เกิดขึ้น ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นงานที่ต่อเนื่อง”นายอนุทิน กล่าว
ส่วนผลสำรวจ นิด้าโพล ที่ระบุว่า ประชาชนภาคใต้เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องรายละเอียดนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลต้องสื่อสารให้เห็นถึงคุณประโยชน์ เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรต้องเห็นประโยชน์ส่วนรวมและต่อประเทศชาติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ส่วนที่ประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จะยื่นหนังสือคัดค้านต่อสส.ในพื้นที่ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ นายอนุทิน ตอบกลับว่า แต่ก็มีคนเห็นด้วย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อมูลจากผลการศึกษา ความคุ้มทุน และประโยชน์ใช้สอยจากโครงการ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จำที่ตนเคยพูดได้หรือไม่ว่า ประเทศไทยไม่มีน้ำมันแต่มีอาหาร ทุกวันนี้ประเทศไทยต้องเริ่มให้ความสำคัญกับการขายความมั่นคงทางอาหารต่อทั่วโลก ดังนั้นโครงการแลนด์บริดจ์จะทำให้ระบบการขนส่งอาหารไปถึงปลายทางได้เร็วกว่า และตอนนั้นที่พูดคือปี 2562 ยังไม่มีใครมาขู่ว่า ช่องแคบฮอร์มุชจะปิด หรือช่องแคบมะละกาจะเก็บค่าผ่านทาง ไม่เคยมีใครมาแสดงความเป็นเจ้าของ แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว
“เราก็ต้องมาดูว่า เราจะมีกลไกอันไหน มีทรัพยากรอันไหนที่จะทำให้เราไม่ต้องไปพึ่งพา สิ่งที่คนที่ไม่พอใจอะไรก็จะมาขู่ ไม่พอใจอะไรก็จะมาขึ้นนู่นขึ้นนั่น ประเทศไทยเราก็จะกินน้ำใต้ศอกอยู่ตลอด เราก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบของเราบ้าง”นายอนุทิน กล่าว
สำหรับข้อห่วงใยว่า โครงการแลนด์บริดจ์ จะมีการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเอื้อพูดจนเบื่อแล้ว ยังไม่เคยเอื้อใครสักที เข้ามา 7-8 ปีก็ไม่เคยเอื้อใคร มีแต่คนเกลียดเอาทุกวัน มีแต่ขัดใจเขา มีแต่ทำให้เขาโกรธ เพราะไม่ได้ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว จนตอนนี้จะเหลือแต่ สส.แล้ว เพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว
นอกจากนี้ นายอนุทิน กล่าวถึง กรณีการแสดงความเห็นที่ไม่ตรงกันในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ระหว่างนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไร ไม่มีปัญหา เป็นเพียงการพูดกันคนละที
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 พ.ค. 69)




