นายกฯ นำเสนอ 3 ยุทธศาสตร์อาเซียน รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session)

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การหารือในวันนี้ตอกย้ำความรู้สึกร่วมกันว่า สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางไม่ใช่เพียงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่มีความผันผวน และคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าระเบียบโลกและระบบพหุภาคีนิยมที่นานาชาติเคยยึดถือ กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งเป็นความจริงที่ทุกประเทศต้องเผชิญร่วมกัน

สำหรับอาเซียน หลักการสำคัญที่ภูมิภาคยึดถือมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจา การยับยั้งชั่งใจ และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี ไม่สามารถถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง พร้อมเห็นว่าอาเซียนไม่สามารถดำเนินบทบาทตั้งรับได้อีกต่อไป แต่ต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยความคล่องตัว และการมองการณ์ไกลมากยิ่งขึ้น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับอาเซียน ประกอบด้วย

1. การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม (Regionalism) จุดแข็งของอาเซียนอยู่ที่ความเป็นเอกภาพ แต่เอกภาพดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ประเทศสมาชิกจำเป็นต้องก้าวข้ามจุดยืนเฉพาะของแต่ละประเทศ หันมาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ร่วมของภูมิภาค และดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

โดยในทางปฏิบัติ อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาการประสานงาน และกลไกการตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในช่วงวิกฤต ความรวดเร็ว และความเป็นเอกภาพในการดำเนินการ ถือเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งเมื่อความท้าทายต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความเป็นภูมิภาคนิยมของอาเซียน จำเป็นต้องมีความบูรณาการ และครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

2. ความยืดหยุ่น (Resilience) หัวใจสำคัญ คือ การธำรงไว้ซึ่ง “ASEAN Centrality” หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน ซึ่งประเทศสมาชิกต้องยึดให้อาเซียนเป็นแกนหลักของนโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศ ขณะเดียวกัน ความยืดหยุ่นยังหมายถึงความสามารถในการบริหารจัดการความตึงเครียดก่อนจะลุกลามเป็นวิกฤต

โดยอาเซียนยังคงมีจุดแข็งด้านการส่งเสริมการหารืออย่างครอบคลุมทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม การหารือต้องได้รับการสนับสนุนด้วยกลไกอาเซียนที่เข้มแข็ง และเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในด้านการประสานงานภาวะวิกฤต และความร่วมมือที่ช่วยสร้างความไว้วางใจ และลดความตึงเครียดก่อนที่จะบานปลาย

3. การรักษาบทบาทสำคัญของอาเซียน ทั้งภายในและนอกภูมิภาค (Relevance) อาเซียนต้องรักษาสถานะการเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากประชาคมระหว่างประเทศ มีส่วนร่วมต่อประเด็นท้าทายในภูมิภาค และทำงานร่วมกับประเทศหุ้นส่วนที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน เพื่อสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยมและระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา

พร้อมเน้นย้ำว่า ความเกี่ยวข้องของอาเซียนในท้ายที่สุด คือการสามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชน ทำให้การรวมตัวทางเศรษฐกิจและภูมิภาค นำไปสู่คุณภาพชีวิต โอกาส และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ในเมียนมาว่า ถือเป็นบททดสอบสำคัญของอาเซียนทั้งในด้านเอกภาพ ความยืดหยุ่น และความเกี่ยวข้องขององค์กร โดยพัฒนาการล่าสุด อาทิ การนิรโทษกรรมให้แก่อดีตประธานาธิบดี อู วิน มยิน และการย้ายนางออง ซาน ซู จี ไปพำนักในที่พักอาศัย ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่อาจเปิดโอกาส แม้จะยังมีข้อจำกัด สำหรับการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการปรองดองมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี เห็นว่าพัฒนาการดังกล่าว เป็นโอกาสให้อาเซียนเดินหน้าแนวทางที่เป็นรูปธรรม ผ่านการกลับเข้าไปมีส่วนร่วมกับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ พร้อมเสนอให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน รับไปดำเนินการต่อ โดยประเทศไทยพร้อมสนับสนุนประธานอาเซียน และผู้แทนพิเศษอาเซียนอย่างเต็มที่

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า อาเซียนเป็นรากฐานสำคัญของเสถียรภาพในภูมิภาคมาโดยตลอด และในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความปั่นป่วน บทบาทดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้คือช่วงเวลาที่ภูมิภาคต้องการบทบาทของอาเซียนที่เข้มแข็งมากขึ้น และหากอาเซียนสามารถเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม ความยืดหยุ่น และรักษาความเกี่ยวข้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ อาเซียนจะไม่เพียงสามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคต แต่ยังคงเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ภูมิภาคต่อไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 พ.ค. 69)