Cloudflare ปลดพนักงาน 20% รื้อระบบงานใหม่รับยุค AI ทำหุ้นดิ่ง 19%

คลาวด์แฟลร์ (Cloudflare) บริษัทผู้ดูแลระบบความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ ประกาศเลิกจ้างพนักงานทั่วโลกประมาณ 20% หรือกว่า 1,100 คน ในวันพฤหัสบดี (7 พ.ค.) เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรให้รองรับการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการดำเนินงานเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกัน บริษัทได้คาดการณ์รายได้ในไตรมาส 2/2569 ว่าจะต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดไว้เล็กน้อย

สำหรับการลดคนในครั้งนี้จะส่งผลให้พนักงานลดลงจากเดิมที่มีอยู่ 5,156 คน (ณ สิ้นปี 2568) โดยคลาวด์แฟลร์คาดว่าต้องใช้งบประมาณในการชดเชยและเลิกจ้างพนักงานในไตรมาส 2 ราว 140-150 ล้านดอลลาร์

ด้านตัวเลขทางการเงิน บริษัทคาดว่ารายได้ในไตรมาส 2 จะอยู่ที่ 664-665 ล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 665.3 ล้านดอลลาร์เพียงเล็กน้อย ส่วนกำไรสุทธิหลังปรับรายการพิเศษคาดว่าจะอยู่ที่ 27 เซนต์ต่อหุ้น ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในซานฟรานซิสโก ร่วงลงประมาณ 19% ในช่วงการซื้อขายนอกเวลาทำการ แม้ว่าผลประกอบการไตรมาสแรกออกมาดีเกินคาดก็ตาม

สำหรับผลประกอบการในไตรมาสแรก คลาวด์แฟลร์ทำรายได้ไป 639.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 621.9 ล้านดอลลาร์ และมีกำไรสุทธิหลังปรับรายการพิเศษอยู่ที่ 25 เซนต์ต่อหุ้น สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 23 เซนต์ต่อหุ้น

ทั้งนี้ ราคาหุ้นคลาวด์แฟลร์ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 30.3%

แมทธิว พรินซ์ ซีอีโอ และมิเชล แซตลิน ผู้ร่วมก่อตั้ง ได้ส่งข้อความถึงพนักงานโดยระบุว่า บริษัทจำเป็นต้องรื้อรูปแบบการทำงานของทุกทีมและทุกสายงานใหม่ทั้งหมด เพื่อก้าวเข้าสู่ยุค Agentic AI หรือยุคที่ AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ

คลาวด์แฟลร์ย้ำว่าการปลดพนักงานครั้งนี้เป็นการปรับบทบาทและกระบวนการทำงานภายในองค์กรให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีใหม่ ไม่ใช่การเลิกจ้างเพราะพนักงานทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือเพื่อลดค่าใช้จ่ายในระยะสั้นแต่อย่างใด โดยบริษัทพบว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีการนำ AI มาใช้ภายในองค์กรเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า จนทำให้วิธีการทำงานของทีมต่าง ๆ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 พ.ค. 69)