บอร์ดสรรหาฯ ยันมีอำนาจสอบคุณสมบัติ จับตาเก้าอี้ประธานกสทช.”หมอไห่”สั่นคลอน

คณะกรรมการสรรหากรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วานนี้ (8 พ.ค.) ประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัยหน้าที่และอำนาจกรณีสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีส่งเรื่องให้พิจารณา ปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.

โดยผลการพิจารณาคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่า คณะกรรมการสรรหา มีหน้าที่และอำนาจในการวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553

ทั้งนี้คณะกรรมการสรรหาจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน

ในวันเดียวกัน นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามและแจ้งประเด็นข้อกฎหมายกรณีการขาดคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เพื่อนายกรัฐมนตรีทราบ และโปรดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ก่อนคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จะดำเนินการทางกฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป โดยมีเนื้อหาตามจดหมาย ดังนี้

โดยนายเมธา ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เมื่อได้ทราบข้อเท็จจริงต่างๆ แล้ว ได้เร่งดำเนินการตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ให้ถูกต้องต่อไป มิเช่นนั้นแล้วจะเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่และจงใจทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งมีความผิดทำให้สามารถหลุดจากตำแหน่งได้หากมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมีบุคคลและองค์กรไปร้อง ป.ป.ช.และผู้ตรวจการแผ่นดินไว้แล้ว

ทั้งนี้ การจัดการประชุมอดีตคณะกรรมการสรรหาประธาน กสทช. ของสำนักงานวุฒิสภานั้น อาจเป็นการฟอกขาวเพื่อหาทางออกให้นายกไม่ต้องรับผิด โดยโยนไปที่กรรมการสรรหาแทนซึ่งอำนาจหน้าที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้เป็นความผิดของนายกและประธานวุฒิสภาที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย และพยายามช่วยเหลือกันและไม่ให้มีการประชุมกรรมการสรรหาให้ครบทุกคนทั้งหมดในวานนี้ (8 พ.ค.)

ประเด็นสำคัญคือ ผู้ที่เกี่ยวข้องปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้อย่างไร ทั้งที่ควรเป็นการสละสิทธิตามกฎหมายตั้งแต่แรกแล้ว ทราบว่าอาจมีประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนของนายกรัฐมนตรี 2 รัฐบาลที่ผ่านมา แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นที่ประจักษ์ ความผิดจึงสำเร็จแล้วและขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 180 ด้วย ดังนั้น อาจมีการดำเนินคดีย้อนหลังทั้ง 2 ท่านได้

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 พ.ค. 69)