SJWD แจงกำไร Q1/69 ทรุด YoY เหตุฐานปีก่อนสูงเป็นพิเศษยันธุรกิจหลักฟื้นแกร่ง จ่อปิดดีล M&A พันล้าน

นายเอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บมจ.เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ [SJWD] เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 สามารถผลักดันการเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมีกำไรสุทธิ 276.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากไตรมาสก่อน (QoQ) จากผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักที่ปรับตัวดีขึ้น ควบคู่กับการบริหารต้นทุน ขณะที่กำไรสุทธิลดลง 24.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากฐานเปรียบเทียบในปีก่อนที่มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการขายที่ดินของนิคมอุตสาหกรรม PPSP กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนใน CSLF และรายการปรับปรุงทางบัญชีของบริษัทในเครือ

ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 6,332.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากการมุ่งเน้นบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทฯ สามารถให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงที่เกิดภาวะอุปทานน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่ลดลง และการบริหารค่าขนส่งให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนรายได้รวมลดลงจากภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว ปริมาณการขนส่งระหว่างประเทศลดลง และผลกระทบจากข้อจำกัดด่านชายแดนสำหรับขนส่งข้ามแดน รวมถึงธุรกิจ Sourcing ที่มีรายได้ลดลง

ทั้งนี้ ธุรกิจที่มีรายได้เติบโต ได้แก่ (1) คลังสินค้าทั่วไป มีรายได้ 350.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 13.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีลูกค้าและปริมาณสินค้าที่จัดเก็บเพิ่มขึ้น (2) คลังสินค้าอันตราย มีรายได้ 154.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 8.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีปริมาณสินค้าผ่านเข้า-ออกท่าเรือแหลมฉบังเพิ่มขึ้น

(3) บริการขนส่งสินค้าแบบ D2C มีรายได้ 694.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับงานเพิ่มเติมจากลูกค้าเดิมและได้รับงานขนส่งสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น (4) บริการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศครบวงจร (Freight) มีรายได้ 289.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการขยายบริการด้าน Digital Services ด้านศุลกากรและค่าระวางที่เพิ่มขึ้น แต่ชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเนื่องจากค่าระวางยังคงต่ำกว่า

และ (5) บริการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal) มีรายได้ 271.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 14% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่นมา เนื่องจากปริมาณขนส่งซีเมนต์และถ่านหินที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุน 110.6 ล้านบาท สอดคล้องกับเป้าหมาย ส่วนธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็นและบริการรับฝากและบริหารยานยนต์ แม้ทำรายได้ใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้า แต่มีแนวโน้มที่ดีจากความต้องการจัดเก็บอาหารที่เพิ่มขึ้นและความต้องการซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง

“ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปีนี้ถือว่าบริษัทฯ ทำได้ค่อนข้างดี แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและความผันผวนของราคาน้ำมัน ประกอบกับฐานธุรกิจและตลาดหลักของลูกค้าเกือบทั้งหมดอยู่ในภูมิภาคอาเซียน จึงไม่ได้รับผลกระทบด้านโลจิสติกส์โดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” นายเอกพงษ์ กล่าว

นายเอกพงษ์ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในไตรมาส 2/69 ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวน บริษัทฯ มุ่งเน้นรักษารายได้และความสามารถทำกำไรให้อยู่ในระดับที่ดี โดยประเมินธุรกิจคลังสินค้าทั่วไป คลังสินค้าห้องเย็น คลังสินค้าอันตราย จะมีความต้องการจัดเก็บสินค้าภายในคลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องการเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องมายังธุรกิจบริการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศครบวงจร ส่วนธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์ คาดว่าจะได้รับผลดีหากรัฐบาลออกมาตรการรถเก่าแลกใหม่ (รถ EV)

ขณะเดียวกัน จะมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการภายในและระบบไอทีให้สามารถใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดความซ้ำซ้อน รวมถึงการควบคุม SG&A ให้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความพร้อมด้านเงินทุนโดยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2568 ประมาณ 2,500 ล้านบาท และวางเป้าหมายว่าปี 2569 จะทำได้ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา จึงมีความพร้อมขยายการลงทุนเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม ปัจจุบันมีดีล M&A ที่อยู่ระหว่างการศึกษา 2-3 ดีล โดยวางงบลงทุน (รวมดีล M&A) ในปีนี้ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ได้วางแผนชำระคืนเงินกู้และหุ้นกู้บางส่วนที่จะครบกำหนดในปีนี้เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน รวมถึงการสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ค. 69)