“กรณ์” จี้รัฐบาล-ก.ล.ต.เร่งจัดการปมทุนเทาแทรกตลาดทุนไทย

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องปัญหาตลาดทุนและการทำหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประเด็นสำคัญคือ การกำกับดูแลบมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ที่พบว่า เคยเปิดทางให้กลุ่มทุนเทาเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทเมื่อปี 2568 จนทำให้บริษัทต่างชาติหลายแห่งคว่ำบาตรไม่ร่วมทำธุรกิจ พร้อมตั้งคำถามว่า กระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ก.ล.ต. เหตุใดจึงไม่เร่งจัดการเรื่องธรรมาภิบาลและการต่อสู้กับทุนเทา ทั้งที่กลไกกฎหมายและกระแสสังคมสนับสนุนอยู่แล้ว

“แม้ ก.ล.ต.จะเป็นองค์กรอิสระ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนประธาน ก.ล.ต.ได้หากบอกว่าทำอะไรไม่ได้ ถือเป็นข้ออ้างที่อ่อนเกินไป วันนี้ทุนเทาในตลาดทุนไทยรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ ยังยกกรณีบล. ฟินันเซีย โดยระบุว่า กองทุนซีเอไอ ของนายเบน สมิธ ได้เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นบริษัทฟินันเซียเป็น 44% เมื่อสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มีการขายหุ้นในราคาสูงกว่าตลาด เพื่อให้ผู้ถือหุ้นปฏิเสธการขาย และอาจเข้าข่ายการถือหุ้นรวมเกิน 60% โดยไม่ตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อยในราคาสูงสุด ซึ่งเห็นว่า รมว.คลังไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงประเด็น ก.ล.ต.ว่า แม้จะเป็นองค์กรอิสระ แต่กระทรวงการคลังได้กำชับให้ยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสอย่างเคร่งครัด โดยกรณีบมจ.บางจากฯ ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้นผ่านกองทุนวายุภักษ์ 16% ได้มีการเห็นชอบข้อบังคับใหม่เพื่อไม่ให้บุคคลจากบริษัทที่มีปัญหาข้อกฎหมายเข้ามามีบทบาทในบอร์ดที่สุ่มเสี่ยง

“ผมได้กำชับให้กรรมการอิสระที่เป็นผู้แทนกระทรวงการคลังทำหน้าที่เต็มที่ และให้เปลี่ยนผู้แทนจากบริษัทที่มีปัญหาข้อกฎหมายออกจากบอร์ดชุดย่อย รวมถึงไม่ให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีเข้ามายุ่งเกี่ยว” นายเอกนิติ กล่าว

นอกจากนี้ ตนได้กำชับให้เลขาธิการ ก.ล.ต. และปลัดกระทรวงการคลังดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากผลสอบสวนชัดเจนว่า มีความผิดและขาดคุณสมบัติ ก็พร้อมดำเนินการถอดถอนทันที พร้อมยืนยันว่า กระทรวงการคลังทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อจัดการปัญหาทุนเทาในตลาดทุนไทยอย่างจริงจัง

ส่วนกรณี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นายเอกนิติ ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตปี 2540 หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เพราะเป็นวิกฤติพลังงานและค่าครองชีพที่กระทบต้นทุนและกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง จึงเป็นมาตรการจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ค. 69)