เมียนมาเสนอกฎหมายประหารชีวิตสแกมเมอร์

รัฐบาลเมียนมาเสนอร่างกฎหมายลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตสำหรับผู้ที่กักขังหรือใช้กำลังประทุษร้ายบังคับเหยื่อให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ถือเป็นร่างกฎหมายฉบับแรกที่เสนอโดยรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย หวังกู้ภาพลักษณ์เพื่อยุติการถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลกที่เมียนมาต้องเผชิญนับตั้งแต่การรัฐประหาร

ร่างกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Online Scam Bill) ที่รัฐสภาเมียนมาเผยแพร่ในวันนี้ (14 พ.ค.) ระบุว่า บทลงโทษประหารชีวิตจะนำมาใช้กับความผิดฐาน “ใช้ความรุนแรง ทรมาน จับกุมและกักขังโดยมิชอบ หรือปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อบุคคลอื่น เพื่อวัตถุประสงค์ในการบังคับให้ผู้นั้นกระทำการหลอกลวงทางออนไลน์”

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังกำหนดโทษจำคุกสูงสุดตลอดชีวิตสำหรับผู้ที่ดำเนินกิจการศูนย์หลอกลวงออนไลน์ และผู้ที่กระทำการหลอกลวงผ่านเงินดิจิทัล (Crypto Scam) โดยรัฐสภาที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ มีกำหนดเปิดสมัยประชุมครั้งถัดไปในสัปดาห์แรกของเดือนมิ.ย.

ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่เสนอโดยรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำการรัฐประหาร เป็นผู้นำ โดยเขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเฝ้าระวังด้านประชาธิปไตยต่างมองว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลครั้งนี้เป็นเพียงความพยายามในการ “ปรับภาพลักษณ์ใหม่” ของการปกครองโดยทหาร เพื่อยุติการถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลกที่เมียนมาต้องเผชิญมาโดยตลอดนับตั้งแต่การรัฐประหาร

นอกจากนี้ ในร่างกฎหมายยังมีการระบุถึงการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อประสานความร่วมมือกับนานาชาติในการปราบปรามขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามของรัฐบาลเมียนมาในการเปิดประตูรับความช่วยเหลือและการยอมรับจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ สงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2564 ได้สร้างความไร้เสถียรภาพไปทั่วประเทศ กลายเป็นปัจจัยหนุนให้กลุ่มอาชญากรข้ามชาติเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการในเขตพื้นที่ที่มีการป้องกันอย่างหนาแน่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสีเทาที่เฟื่องฟูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายคือผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกผ่านกลโกงสารพัดรูปแบบ ทั้งการหลอกให้รัก (Romance Scam) และการหลอกลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี

แม้ตลาดมืดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์นี้จะดึงดูดผู้ที่เต็มใจมาทำงานจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกัน ชาวต่างชาติที่ได้รับการช่วยเหลือส่งกลับประเทศหลายรายต่างให้ข้อมูลว่า พวกเขาถูกหลอกลวงข้ามชาติมายังศูนย์เหล่านี้ในเมียนมา และถูกทรมานโดยผู้ดูแลศูนย์

ข้อมูลจากสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ (FBI) ระบุว่า เฉพาะเหยื่อในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว ถูกมิจฉาชีพเหล่านี้หลอกลวงเงินไปมากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา

ปัญหาดังกล่าวยังเพิ่มความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน ซึ่งแสดงความไม่พอใจมากขึ้นต่อจำนวนพลเมืองจีนที่เข้าไปตั้งศูนย์สแกมเมอร์ ทำงานในศูนย์เหล่านั้น รวมถึงที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงเองด้วย

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ค. 69)