TFM กางแผนปี 69 ปั้นรายได้โต 10% รุกหนัก”เอกวาดอร์”ปั๊มกำลังผลิต 80% สู่เป้าหมื่นล้านปี 73 ดันตปท.พุ่ง

นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ [TFM] เปิดเผยว่า ปี 69 บริษัทตั้งเป้าผลักดันรายได้ให้เติบโต 8-10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 6,035 ล้านบาท พร้อมรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นที่ 18-20% และวางงบลงทุนราว 680 ล้านบาทเพื่อรองรับการลงทุนโรงงานใหม่ในประเทศเอกวาดอร์และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในธุรกิจหลัก

ความคืบหน้าการลงทุนในเอกวาดอร์ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการลงนามสัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Agreement) ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการจัดตั้งบริษัท และเปิดเผยพันธมิตรรายอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจาก AVANTI คาดใช้เวลาราว 2 เดือน โดย TFM จะเป็นผู้ถือหุ้นหลัก โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมที่ดินและเครื่องจักร

สำหรับโรงงานใหม่ใช้งบลงทุนรวม 400-500 ล้านบาท เงินลงทุนของ TFM เป็นไปตามสัดส่วนการถือหุ้น คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 71 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกถึง 80% จากปัจจุบัน 253,200 ต้นต่อปี โดยการลงทุนที่เอกวาดอร์ถือเป็นโอกาสสำคัญเนื่องจากเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก และมีอัตราการเติบโตสูง โดย TFM จะนำความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและการสนับสนุนเกษตรกร (Technical Support) ไปปรับใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งในพื้นที่ยังขาดอยู่

นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทจะเดินหน้ารุกธุรกิจอาหารสัตว์น้ำระดับโลก ตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่ผู้เล่น 3 อันดับแรกของตลาดอาหารสัตว์น้ำอินโดนีเซีย พร้อมลงทุนในเอกวาดอร์หนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมกุ้งโลก เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศระยะยาว พร้อมปักธงรายได้ 10,000 ล้านบาทภายในปี 73 และสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 68 เป็น 50% ในปี 73 เมื่อโครงการในเอกวาดอร์และอินโดนีเซียดำเนินการได้ตามเป้าหมาย

ในส่วนของต้นทุนการผลิต บริษัทได้รับผลกระทบจากราคาปลาป่นที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 30-40% ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/68 เนื่องจากสภาวะขาดแคลนในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม บริษัทได้บริหารความเสี่ยงด้วยการล็อกราคาวัตถุดิบอื่นๆ เช่น กากถั่วเหลืองและแป้งสาลี ล่วงหน้า 3-6 เดือน ซึ่งราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดคุมต้นทุนได้อีกระยะหนึ่งจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย รวมทั้งเร่งขยายยอดขาย ทำให้ช่วยชดเชยต้นทุนปลาป่นที่เพิ่มขึ้นได้

แม้จะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน แต่บริษัทยืนยันนโยบายไม่ปรับขึ้นราคาขายสินค้าและไม่ปรับสูตรเพื่อลดคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรยังเดินหน้าต่อได้ โดยบริษัทจะหันไปใช้การบริหารจัดการภายใน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบ Automation และ AI

นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขันโลก จากเดิมที่แข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความยั่งยืน ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ กติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดอาหารทะเลพรีเมียมทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป เปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ผลิตและส่งออกกุ้งที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ การจัดหาวัตถุดิบที่มีระบบการเพาะเลี้ยงที่ยั่งยืน กระบวนการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงปลายน้ำผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพจนถึงมือผู้บริโภค

จากปัจจัยดังกล่าว สะท้อนความจำเป็นที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเร่งปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การลดต้นทุนต่อหน่วย และการพัฒนาระบบการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาดโลกยุคใหม่ หลังอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ปริมาณส่งออกกุ้งไทยลดลงจากกว่า 211,000 ตัน ในปี 59 เหลือประมาณ 129,000 ตันในปี 68 ขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลงจาก 69,514 ล้านบาท เหลือประมาณ 40,889 ล้านบาท

“Game Plan ระยะยาวของ TFM คือ การเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรผ่านการวิจัยและพัฒนา การคัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพสูง มาต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการสนับสนุนเกษตรกรในด้านองค์ความรู้ โอกาสทางการตลาด และแนวทาง Lower Carbon Aquaculture เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง ลดต้นทุน และยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก”

ปัจจุบัน ตลาดอาหารกุ้งของประเทศไทยมีขนาดประมาณ 400,000 ตันต่อปี โดย TFM มีส่วนแบ่งตลาด 25% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาสูตรอาหาร และการทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ขณะที่ธุรกิจอาหารปลา ซึ่งรวมถึงอาหารปลากะพง อาหารปลานิล และอาหารกบ ยังคงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้รวม โดยบริษัทยังคงเป็นผู้นำตลาดอาหารปลากะพงและอาหารกบของประเทศไทย

สำหรับภาพรวมตลาดโลก อุตสาหกรรมกุ้งยังมีศักยภาพเติบโตสูง จากความต้องการบริโภคกุ้งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ประเทศผู้ผลิตและส่งออกกุ้งชั้นนำ ได้แก่ เอกวาดอร์ อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย มีปริมาณผลผลิตกุ้งส่งออกรวมประมาณ 3 ล้านตันต่อปี และมีมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมประมงของแต่ละประเทศ) สะท้อนโอกาสสำคัญของตลาดอาหารสัตว์น้ำ และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ TFM เดินหน้าขยายการลงทุนสู่ตลาดโลก ภายใต้กลยุทธ์ “Win in Thailand – Expand in Indonesia – Next Wave of Growth” โดยมุ่งรักษาความแข็งแกร่งในประเทศไทย ขยายตลาดในประเทศอินโดนีเซีย และต่อยอดการเติบโตสู่ตลาดใหม่ระดับโลก

ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 TFM มีรายได้จากการขาย 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% แม้เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปลาป่นที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 31% บริษัทยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 20.0% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 11.1% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและการปรับ Product Mix สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง โดยธุรกิจอาหารกุ้งยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 66.4% และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 21.9% สำหรับโครงสร้างรายได้ตามภูมิภาค รายได้หลักยังมาจากประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 90.4% ของรายได้รวม และเติบโต 13.9% จากปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดอาหารกุ้งและการขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศ ขณะที่รายได้จากอินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7.8% ส่วนที่เหลือมาจากศรีลังกาและตลาดอื่น ๆ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ค. 69)