การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร้องขอต่อสภาฯ จำนวน 34 ฉบับ โดยการอภิปรายเป็นไปอย่างดุเดือด หลังฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) บางส่วน ตั้งคำถามต่อรัฐบาลถึงหลักเกณฑ์การปัดตก “กฎหมายฉบับสำคัญ” โดยเฉพาะร่างกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน ที่คืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ถูกรัฐประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่า ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ร่างกฎหมายธรรมนูญศาลทหาร และ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา กล่าวว่า รัฐบาลใช้วิธีการปัดตกร่างกฎหมาย ด้วยเหตุผลเดียวกับการปัดตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าส่งกลับมาแล้วอาจไม่ผ่าน
“ขอตั้งคำถามว่า 34 ฉบับที่ ครม.ส่งกลับมานั้น จะได้รับมติเห็นชอบจากรัฐสภา หรือฉบับต่าง ๆ พูดคุยหลังบ้านว่าผ่านแน่นอน ผมอยากฟังคำตอบจากรัฐบาล ให้ความเห็นทางการเมือง และฐานะผู้กำหนดนโยบายมีหลักเกณฑ์ยืนยัน หรือไม่ยืนยัน หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ทั้งการปฏิรูปกองทัพ เรื่องแรงงานที่เกี่ยวกับกลุ่มทุนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐบาลหรือไม่ หรือกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่ถูกตั้งคำถามว่าเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ รวมถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่กติกาสูงสุดเป็นฐานอำนาจให้กับรัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน” นายณัฐพงษ์ อภิปราย
นายนายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายแสดงความกังวลต่อร่างแก้รัฐธรรมนูญ ที่แกนนำรัฐบาลเตรียมเสนอต่อรัฐสภาในเร็ว ๆ นี้ เพราะก่อนหน้านั้นในการจัดทำรัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทย จงใจทำให้คณะยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ยึดโยงกับประชาชนแม้ในระดับเลือกตั้งทางอ้อม และพยายามทำให้เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ จะต้องกลับมาสู่การพิจารณาร่วมกันของรัฐสภา และจงใจใช้เสียง สว. 1 ใน 3 โหวตผ่านรัฐธรรมนูญใหม่หากมีขึ้นในอนาคต ซึ่งทำให้กลไกการตัดสินใจขั้นสุดท้าย อยู่ในมือของ “สว.สีน้ำเงิน” ซึ่งตนกังวลต่อความจริงใจของรัฐบาล
“ผลประชามติ 21 ล้านเสียง ไม่ใช่การหยั่งเสียง หรือโยนหินถามทาง แต่คือการแสดงอำนาจสถานปนารัฐธรรมนูญที่เป็นของปวงชนชาวไทย และ 21 ล้านเสียงจากประชามติ เป็นเสียงข้างมากที่มากกว่าผลการเลือกตั้งของพรรคการเมืองอันดับ 1 หรืออันดับ 2 รวมกัน ถือเป็นเจตจำนงข้ามพ้นจากพรรคการเมือง นโยบายการเมือง ที่สำคัญ 21 ล้านเสียง เท่ากับเท้า 21 ล้านคู่ หากเท้าก้าวลงบนถนนราชดำเนิน คงล้นไปถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล ผมหวังว่านายกฯ ไม่อยากให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้น ดังนั้น หวังว่ารัฐบาลจะเคารพผลประชามติ ที่ต้องการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่สกัด ขัดขวาง และเห็นด้วยในการร่วมกันทำลายกลไกปรปักษ์ประชาธิปไตย” นายเสกสิทธิ์ กล่าว
ด้าน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ได้ตั้งคำถามต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลไม่ทำตามสัญญา พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าที่ไม่ยอมแก้ไข เพราะมีการออกแบบให้กินรวบประเทศ ทั้งบริหาร นิติบัญญัติ องค์กรอิสระเป็นสีเดียวกัน
ขณะที่ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อภิปรายว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ยืนยันร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย แต่มีกฎหมายอีกฉบับที่รัฐบาลไม่ยืนยัน คือ ร่างกฎหมายการประกอบเครดิต หรือ เครดิตบูโร ซึ่งตนทำร่วมกับประชาชน ทั้งนี้ทุกรัฐบาลเข้ามาพยายามแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แต่ประเทศไทยติดอันดับ1 ใน 10 ที่มีหนี้ครัวเรือนมากที่สุด เพราะมีหนี้นอกระบบสูง เพราะระบบเครดิตบูโรล้าหลังที่เกิดในยุค IMF
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของประเทศไทยล้มเหลว เพราะเข้าระบบไม่ได้ คนติดเครดิตบูโร มีทั้งหมด 5 ล้านคน และ 90% ของคนติดเครดิตบูโร อายุ 22-60 ปี แปลว่าคนทำงานไม่มีสิทธิ์เข้าถึงสินเชื่อ ประวัติการติดเครดิตบูโร แสดงเป็นประวัติ 3 ปี แม้จ่ายหนี้หมดแล้ว แต่การแก้ปัญหาของต่างประเทศใช้ระบบคะแนน
“การมองกฎหมายภาคประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ผมคิดว่าบางทีรัฐบาลจะฟังราชการประจำ จนลืมกฎหมายภาคประชาชน ซึ่งกฎหมายเครดิตบูโร หากท่านทำได้ ประชาชนคนไทยจะหลุดพ้นจากหนี้ได้ เที่ยวนี้ผมเสนอเข้าสภาฯ ไปแล้ว หวังว่าประธานสภาฯ จะเร่งเข้าสู่วาระที่หนึ่งได้” นายอรรถวิชช์ อภิปราย
นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายภาคประชาชนอีกฉบับที่ตนคาใจ คือ ร่างพ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ… (PRTR) ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลเชื่อในพลังของประชาชนที่เสนอกฎหมาย คิดรอบคอบ สภาฯ ช่วยเกลาอย่างดีให้มั่นใจ ไม่ใช่ให้ผ่านเฉพาะกฎหมายราชการเท่านั้น และเห็นว่าร่างกฎหมายของภาคประชาชนมีความสำคัญ เพราะเขาใจปัญหาสังคมที่แท้จริง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ค. 69)





