รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็น “วาระเศรษฐกิจเร่งด่วน” สั่งฟื้น กรอ.-ปลดล็อกอุปสรรคลงทุน-เดินหน้าพาไทยเข้มแข็ง

บทสรุปเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน สั่งแปลงเป็น Action Plan ฟื้น กรอ. ตั้งระบบติดตามผลร่วมรัฐ-เอกชน ย้ำเวทีนี้ไม่ใช่แค่รับฟัง แต่ต้องนำไปทำจริง ด้านหอการค้าไทย เสนอตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ ปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ ผลักดันการค้า-การลงทุนของประเทศอย่างจริงจัง เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวเปิดเวทีการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เมื่อเย็นวานนี้ (15 พ.ค.) เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรค และเสริมศักยภาพภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบ และขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต

“หลายท่านเป็นผู้ที่คุ้นเคยกันมาอย่างยาวนาน การได้กลับมาพบปะ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันอีกครั้ง จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการร่วมกันมองทิศทางอนาคตของประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงาน ผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และความมั่นคงทางอาหาร ที่หลายประเทศต่างให้ความสำคัญ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพ และความพร้อมอย่างมากในทุกด้าน โดยไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือเหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งภูมิภาค

“ประเทศไทยจึงมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน” โดยรัฐบาลชุดนี้ พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม ๆ กฎหมายล้าสมัย หรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและกิจการของทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง” นายอนุทิน กล่าว

พร้อมระบุว่า การจัดงานในครั้งนี้ขึ้น เพื่อร่วมรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลตั้งใจให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเชิงลึก เพื่อนำข้อเสนอและความต้องการจากทุกภาคส่วนไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และย้ำว่า ความสำเร็จของภาคเอกชน คือ ความสำเร็จของประเทศไทย พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหารืออย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะได้นำทุกข้อเสนอ แนวคิด และข้อมูลที่ได้รับ ไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย และประชาชนต่อไป

จากนั้นนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้แทนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่

  1. สถาบันหลัก กกร. – นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย, นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย
  2. ยานยนต์ – นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
  3. โรงแรม/ท่องเที่ยว – นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย
  4. สุขภาพ – พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS)
  5. ก่อสร้าง/อสังหาฯ – นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)
  6. ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค – นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) และ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร/ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. สหพัฒนพิบูล (SPC)
  7. พลังงาน – นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF)
  8. การเงิน – น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)
  9. เทคโนโลยี – นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ ที่ปรึกษาอาวุโส บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA)
  10. เกษตร/อาหาร – นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้สรุปข้อเสนอของภาคเอกชนเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเห็นว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาค

โดยภาคเอกชนจากทุกภาคส่วน มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New Growth Engines) อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเชื่อมโยงโอกาสดังกล่าวสู่ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และ Micro SME รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างทั่วถึง และเป็นรูปธรรม ไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อน อาทิ ขั้นตอนการอนุญาต การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเอื้อต่อการแข่งขันในระดับสากล

นอกจากนี้ มาตรการ BOI Fast Track ได้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยสามารถดึงดูดการลงทุนจริงได้กว่า 200,000 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า รัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรีอคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลัง “รัฐ-เอกชน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เปิดข้อเสนอจากหอการค้าไทย ในเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง”

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอประเด็นสำคัญ 3 เรื่องในเวทีรับฟังความเห็น ดังต่อไปนี้

  1. เสนอให้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ” โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม โดยเฉพาะภาคเอกชน รวมถึงตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โปร่งใส และเป็นรูปธรรม เนื่องจากปัจจุบันการคอรัปชั่นเป็นปัญหาที่เรื้อรัง กระทบต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมมาก และจำเป็นต้องแสดงความชัดเจนให้นานาประเทศเห็นถึงความตั้งใจและทำจริง เพื่อยกระดับประเทศเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
  2. เร่งเข้าไปดูแลและปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้โดยทันที ลดต้นทุน และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกรและครอบครัวกว่า 30 ล้านคน พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงยกระดับภาคเกษตรทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยี การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคงและแข่งขันได้ในระยะยาว
  3. ผลักดันการค้าและการลงทุนของประเทศไทยอย่างจริงจัง ท่ามกลางความท้าทาย และโอกาสจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

นายพจน์ กล่าวว่า เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง และหลายหน่วยงาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็นประธานในการขับเคลื่อน เพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจน รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้กลไกการทำงานลักษณะเดียวกับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ)

“นี่ถือเป็นโอกาสดีที่ทางรัฐบาลทั้งชุด ได้รับฟังความเห็นของภาคเอกชน และตามที่ท่านรับข้อเสนอไป คงจะมีการจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วน พร้อมเร่งทำต่อเนื่อง และจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศร่วมกัน” ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าว

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 พ.ค. 69)