
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยวันนี้ (18 พ.ค.) ว่า จีนมีปริมาณการกลั่นน้ำมันอยู่ที่ 54.65 ล้านตันในเดือนเม.ย. ลดลง 11% จากเดือนมี.ค. และลดลง 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ยอดการนำเข้าน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง หลังจากเส้นทางเดินเรือสายสำคัญถูกตัดขาดจากการที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกือบจะหยุดชะงักลง บีบให้บรรดาโรงกลั่นน้ำมันของจีนต้องพร้อมใจกันหั่นกำลังการผลิตลงอย่างมาก โดยปริมาณการกลั่นน้ำมันของกลุ่มรัฐวิสาหกิจดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี
ขณะเดียวกัน รัฐวิสาหกิจจีนได้ปรับลดอัตราการกลั่นลงเหลือไม่ถึง 67% ของกำลังการผลิต ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2564 จากข้อมูลของมายสตีล ออยล์เคม (Mysteel Oilchem) เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรเอาไว้ ขณะที่การผลิตจากโรงกลั่นเอกชนรายย่อยช่วยพยุงไม่ให้ภาพรวมลดลงมากนัก หลังจากรัฐบาลสั่งการให้คงกำลังการผลิตไว้ในระดับเดียวกับปี 2568 อย่างเต็มกำลังเพื่อรักษาเสถียรภาพในการจัดหาน้ำมันเบนซินและดีเซล
ทั้งนี้ ต้นทุนน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นและยอดการบริโภคน้ำมันที่ซบเซา มีแนวโน้มที่จะยังคงกดดันค่าการกลั่นและกำลังการผลิตในเดือนพ.ค.ต่อไป แม้จีนจะยังคงเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่การที่ภาคขนส่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วนั้นกำลังลดทอนอิทธิพลของน้ำมันที่มีต่อระบบเศรษฐกิจจีนลงเรื่อย ๆ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)





