
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับภาคประชาชน ถึงแนวทางการผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ ในการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 3 โดยชี้แจงหลักการและแนวทางของพรรค ในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมประกาศจุดยืนสนับสนุนภาคประชาชน เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม ป้องกันการผูกขาด ไม่เพิ่มอำนาจวุฒิสภา
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรค ปชน. และภาคประชาชนเห็นร่วมกันว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อสะท้อนผ่านผลการออกเสียงประชามติ และนำไปสู่ฉันทามติใหม่ของสังคม โดยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 ว่าด้วยกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องยึดหลักการสำคัญ ดังนี้
1. พรรคปชน. และภาคประชาชน เห็นร่วมกันว่า หากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลการออกเสียงประชามติ และนำไปสู่ฉันทามติใหม่ของสังคม ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 เรื่องกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรต้องยึดหลักการดังต่อไปนี้
1.1. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ (แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ซึ่งขัดกับหลักการสำคัญที่ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ)
1.2. ป้องกันการผูกขาด: ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดหรือกลุ่มความคิดใด “ผูกขาด” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งกติกาสูงสุดของประเทศ ที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ภายใต้ความหลากหลายทางความคิดในสังคม
1.3. ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สมาชิกวุฒิสภา: กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนมีสิทธิเท่ากัน ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจะนำเสนอต่อประชาชนในการออกเสียงประชามติ โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ให้สิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เช่น การเพิ่มเงื่อนไขว่าจะต้องได้ความเห็นชอบจาก 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา)
2. พรรค ปชน. พร้อมเสนอและผลักดัน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ที่ยึดหลักการในข้อ 1 เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการออกเสียงประชามติ
3. พรรค ปชน. พร้อมจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วน มาร่วมลงชื่อสนับสนุน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ของสมาชิกรัฐสภาในส่วนอื่น (เช่น สส. จากพรรคการเมืองอื่น หรือ สว.) ที่ต้องการเสนอร่างเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา แต่มีจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่ไม่เพียงพอต่อการเสนอร่าง ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1
4. พรรค ปชน. พร้อมสนับสนุนภาคประชาชนในการรวบรวม 50,000 รายชื่อ จากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ของภาคประชาชน ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1 โดยเราหวังว่าในการพิจารณาของรัฐสภา จะมีร่างของภาคประชาชนเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย
5. พรรค ปชน. และภาคประชาชน เห็นร่วมกันว่า รัฐบาล รัฐสภา ภาควิชาการ และภาคประชาชน ควรร่วมกันรณรงค์และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย กับกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้แทนภาคประชาชน กล่าวว่า ภาคประชาชน ไม่ได้อยากเห็นเพียงว่ารัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย จะนำร่างฉบับเดิมที่ค้างอยู่กลับมา หรือจะเสนอร่างฉบับใหม่เมื่อไร แต่สิ่งที่ต้องการเห็น คือ อย่างน้อยรัฐบาลชุดนี้จำเป็นต้องประกาศโรดแมปกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งหมด ตามที่รัฐบาลวางแผนไว้ให้ประชาชนได้เข้าใจ
โดยอย่างน้อย ต้องมีประชามติอีก 2 ครั้ง มีกระบวนการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กระบวนการข้างหน้าอาจเสร็จเร็วได้ในระยะ 2 หรือ 3 ปี หรืออาจช้ากว่านั้น ไม่ทันในรัฐบาลนี้ แต่ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัวในการเข้าไปมีส่วนร่วม ดังนั้น ภาคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลแถลงความชัดเจนตรงนี้ให้ประชาชนเข้าใจ และสามารถเตรียมตัวเข้าไปมีส่วนร่วมได้
นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ภาคประชาชนเห็นด้วยกับแถลงการณ์ของพรรค ปชน. ที่ออกมาในวันนี้ว่า ประชาชนต้องได้ร่วมเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีใครกินรวบกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ว่าพรรคการเมืองไหน ต้องไม่มีอิทธิพลมากไปกว่าคนอื่นในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะ สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีคดีติดพันตัวเองอยู่ว่ามาอย่างถูกต้องหรือไม่ สว. ไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจเหนือ สส. และไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจเหนือประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“ถ้าประชาชนคนธรรมดา ไม่มีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ตามที่ศาลบอกไว้ สว. ซึ่งมีที่มาอันไม่ชอบธรรม ก็ไม่ควรมีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน เราหวังว่าในกระบวนการข้างหน้า จะไม่มีการโยนอำนาจไปให้ สว. มากเกินความจำเป็น” นายยิ่งชีพ ระบุ
นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ภาคประชาชนยืนยันว่า กระบวนการข้างหน้า ประชาชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และหวังว่าพรรคการเมืองจะเตรียมร่างของตัวเองในการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเร็ววันนี้ ซึ่งหากภาคประชาชนเห็นแล้วว่าร่างที่พรรคการเมืองเสนอ ไม่ได้มีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างเต็มที่ และเป็นการโยนอำนาจให้กับ สว. หรือองค์กรใดหนึ่งมากจนเกินไป วันหนึ่งภาคประชาชนก็ต้องใช้สิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอร่างฉบับอื่นมาแข่ง เพื่อยืนยันว่าประชาชนคนธรรมดา ต้องมีสิทธิในกระบวนการที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า

ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ในภาพใหญ่ รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้นำพาประเทศมาสู่ระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน โดยเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถฮั้วกันกับองค์กรอิสระได้ โดยใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ การที่รัฐธรรมนูญไปกำหนดกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และมาจากการเลือกกันเอง เป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง สามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงของวุฒิสภาได้อย่างแทบจะเบ็ดเสร็จ
ดังนั้น ในเมื่อรัฐธรรมนูญก็ได้ออกแบบให้วุฒิสภานั้น มีอำนาจในการชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ก็กลายเป็นว่าหากฝ่ายการเมืองที่ควบคุมเสียงของวุฒิสภาเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ประชาชนก็ย่อมมองได้ว่ารัฐบาลคุมเสียงในองค์กรอิสระได้ด้วยเช่นกัน ทำให้กลไกของประเทศในการตรวจสอบการทุจริต และการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบถูกบีบให้อ่อนแอลง
นายพริษฐ์ ได้ยกตัวอย่าง เช่น หากมีใครในรัฐบาล ไปกระทำการทุจริตอย่างการซุกหุ้น องค์กรที่สังคมคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบก็คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่หาก ป.ป.ช. มีข้อสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเว้นการตรวจสอบ หรือกระทั่งปกป้องฟอกขาวบุคคลในรัฐบาลดังกล่าว กลไกที่มีในการตรวจสอบของ ป.ป.ช.ก็ขาดประสิทธิภาพ
หากต้องการตรวจสอบ ป.ป.ช. ก็ต้องยื่นร้องเรียนไปที่ประธานรัฐสภา เพื่อส่งต่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระมาไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. แต่เรื่องดังกล่าวจะไม่มีทางไปถึงศาลได้ หากไม่ได้รับการอนุมัติจากประธานรัฐสภา ซึ่งก็มาจากพรรคเดียวกันกับพรรครัฐบาล และหากต้องการจะร้องเรียนว่าประธานรัฐสภา ปัดตกข้อร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. อย่างไม่สมเหตุสมผล ก็ต้องยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับประธานรัฐสภาไปที่ ป.ป.ช.
ตัวอย่างต่อมา หากมีใครในรัฐบาลที่กระทำการทุจริตในเลือกตั้ง สส. หรือแทรกแซงการเลือก สว. องค์กรที่ประชาชนคาดหวังให้มาทำหน้าที่ตรวจสอบ ก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่หากในอนาคต กกต. มีการเป่าคดีฮั้ว สว. ให้ไปไม่ถึงศาลในลักษณะที่เรามองว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลไกที่เรามีในการตรวจสอบ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ก็แทบจะไม่มีเลย เพราะสิทธิที่ประชาชนเคยมีในการเข้าชื่อให้เริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระ ได้ถูกถอนออกไปจากรัฐธรรมนูญ ปี 2560 แล้ว และหากจะเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการคืนสิทธิแก่ประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอน ก็จะจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก 1 ใน 3 ของ สว. ด้วยเช่นกัน
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ทั้งสองตัวอย่างข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์งูกินหาง หรือการผลัดกันเกาหลัง โดย
– ถ้าจะร้อง ป.ป.ช. ก็ต้องไปที่ประธานรัฐสภา แต่ถ้าจะร้องประธานรัฐสภาก็ต้องไปที่ ป.ป.ช.
– ถ้าจะเอาผิด สว. ก็ต้องหวังพึ่ง กกต. ให้มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล แต่ถ้าจะเอาผิด กกต. ก็ต้องหวังพึ่ง สว. ให้มาร่วมแก้รัฐธรรมนูญ
ดังนั้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ตนอภิปรายไปในสภาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ารัฐธรรมนูญ ปี 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบตั๋วสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ โดยพยายามควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล รัฐสภา หรือองค์กรอิสระ
พรรค ปชน. จึงมีความกังวลใจว่าหลังจากนี้เป็นต้นไป “ระบอบสีน้ำเงิน” จะพยายามทำทุกวิถีทางให้กระบวนการในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือหากเดินไปได้ ก็จะพยายามทำให้กระบวนการดังกล่าว อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และผูกขาดการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
“พรรคประชาชน จะทำอย่างเต็มที่ในการใช้กลไกของสภาฯ เพื่อทำให้ประเทศมีระบบ และกติกาที่เป็นธรรม ยึดโยงกับประชาชน และหลุดพ้นการถูกผูกขาดโดยระบอบสีน้ำเงิน แต่ก็ตระหนักดีว่า ความพยายามของพรรคฯ ต่อเป้าหมายนี้ ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากเราไม่ร่วมมือ และรวมพลังกับภาคประชาชน ที่มีเป้าหมายเดียวกันทั่วประเทศ” นายพริษฐ์ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)




