
นายรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น [ITC] เปิดเผยว่า ในปี 69 บริษัทยังคงเป้าหมายยอดขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตที่ 9-12% ขณะที่ยอดขายสกุลเงินบาทตั้งเป้าเติบโต 8-11% พร้อมรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ที่ 23-25% และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to sales) ที่ 9-10%
บริษัทคาดว่าไตรมาส 2/69 จะยังคงรักษาโมเมนตัมได้ดีใกล้เคียงกับไตรมาส 1/69 และจะไปสู่จุดสูงสุดในไตรมาส 4 ตามวงจรการเปิดตัวสินค้าใหม่ของลูกค้า
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 มี ยอดขายในสกุลดอลลาร์อยู่ที่ 163 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 5,174 ล้านบาท เติบโต 21.8% จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้ารายสำคัญในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 762 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องมาจากยอดขายและปริมาณการขายที่ปรับตัวสูงขึ้น ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ขณะที่กำไรสุทธิปรับปรุง (ไม่รวม Transformation Costs) อยู่ที่ 991 ล้านบาท เติบโต 24.9%
สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนราคาวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบริษัทได้ปรับราคาขายโดยตรงตามต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้บริษัทได้พูดคุยเจรจากับลูกค้าและได้รับการตอบรับกลับมาบ้างแล้ว เนื่องจากลูกค้าแต่ละราย มี Portfolio ที่ต่างกันทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่างกัน ดังนั้นกระบวนการในการคุยกับลูกค้าแต่ละรายจะใช้เวลาค่อนข้างมาก นอกเหนือจากการพูดคุยกับลูกค้าด้านราคาแล้ว บริษัทมีทางเลือกอื่ คือการทำส่วนลดเป็นมาตรการในการต่อรองกับลูกค้า หรือในกรณีที่ไม่สามารถใช้การปรับราคาได้ มีทางเลือกคือการเจรจาเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อเพื่อแลกกับการคงราคาเดิม
ส่วนสถานการณ์ความไม่สงบในทะเลแดง (Red Sea) ที่ส่งผลต่อการเดินเรือโลก บริษัทได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากสัดส่วนรายได้กว่า 70-80% ของบริษัทอยู่ภายใต้เงื่อนไขการส่งมอบสินค้าแบบ FOB (Free on Board) ซึ่งภาระด้านค่าระวางเรือและความล่าช้าในการรับรู้รายได้จะไม่อยู่ที่บริษัท ส่วนสินค้าที่เหลืออีก 20-30% รวมค่าขนส่งอยู่ในราคาขาย บริษัทมีการบริหารจัดการค่าระวางเรือร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)





