“ปกรณ์” ยันไม่มีนโยบายฟ้องปิดปาก หลังโพลเอกชนปูดหน่วยงานรัฐส่อทุจริต

ปกรณ์ นิลประพันธ์ (ภาพ:Thaigov)

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย พร้อมด้วยผู้แทนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน อาทิ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์, นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, นายมานะ นิมิตมงคล ร่วมกันแถลงชี้แจงประเด็นผลการสำรวจของภาคเอกชนที่ระบุว่า การคอรัปชั่นเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ทำให้เกิดความเข้าใจคาดเคลื่อนถึงกรณีการเปิดเผยข้อสำรวจความเห็นของภาคเอกชนถึงองค์กรรัฐที่เสี่ยงต่อการทุจริต ว่า เป็นผลการศึกษาของภาคเอกชน และดำเนินการตามหลักวิชาการที่ได้รับการรับรอง และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของ OECD และธนาคารโลก

โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกัน และกำจัดปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นมาโดยตลอดทุกรูปแบบ และกำหนดไว้เป็นนโยบายของรัฐบาลชัดเจนว่าจะมีการปฏิรูปกฎหมาย ตั้งแต่กรณีกฎหมายล้าสมัย กฎหมายระดับรอง และการให้บริการภาครัฐ ให้มีการนำระบบดิจิทัลมาใช้ และใช้ดุลยพินิจให้เหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

นายปกรณ์ ระบุว่า รัฐบาลได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวไปแล้วหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย เรื่องการอำนวยความสะดวก และการอนุมัติอนุญาต และการให้บริการภาครัฐ ซึ่งอยู่ในชั้นกรรมการร่วม การที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมาย และทำตามกฎหมาย ตรวจสอบนอมินี และการตรวจสอบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำรายงานเสร็จเรียบร้อย และจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอะไรบ้าง

ส่วนที่มีการเสนอข่าวว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ยอมรับผลการสำรวจ และสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้สำรวจและเปิดเผยผลการสำรวจนั้น นายปกรณ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้มาชี้แจงกับประชาชน และสื่อมวลชนว่า คำถามที่ได้รับ ณ เวลานั้นคือคำถามสั้น ๆ จึงพูดตามหลักกฎหมายว่าใครก็ตามที่ถูกกล่าวหา และคิดว่าตัวเองเสียหายก็มีสิทธิที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาล เช่น กรณีที่มีการกล่าวหาว่าอาจกระทำการทุจริต ก็ให้ไปพิสูจน์กันในศาล

ทั้งนี้ นายปรกรณ์ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปาก เพียงแต่หากมีกรณีที่เกิดความเสียหายเกิดขึ้น ก็ควรจะไปดำเนินการทำคดีทางศาล ซึ่งก็พูดตามหลักทั่วไปของกฎหมายละเมิด เพื่อเป็นการพิสูจน์ ไม่ได้สนับสนุนให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดี หรือมีคำสั่งฟ้องร้องดำเนินคดีต่อใคร

ขณะที่รายงานของ Zero Corruption และ กกร. จะเห็นว่าข้อมูลการสำรวจนี้ เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่จะผลักนำประเทศให้มีการปรับโครงสร้าง และสามารถที่จะเป็นสมาชิก OECD ได้ จึงเป็นประโยชน์ที่จะตกแก่ประชาชนทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด จึงควรที่จะนำแนวทางหรือผลสำรวจนี้ ไปเป็นฐานในการทบทวนการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐ

โดยเมื่อทบทวนแล้ว หากไม่มีปัญหาอะไร ก็ให้ดำเนินการไปตามกระบวนการ และชี้แจงให้กับประชาชนทราบ และในช่วงเช้าวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุมหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้ และมอบนโยบายต่อไป

นายปกรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ในวันนี้ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริต หรือ(คตท.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีตนเป็นรองประธาน ร่วมกับ รมว.ยุติธรรม ประกอบด้วย หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีผู้แทนสภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงสมาคมธนาคารไทย และสมาคมการต่อต้านคอร์รัปชั่น สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เพื่อผลักดันเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จ

“เราไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน แต่บางที การสื่อสารอาจจะใช้อารมณ์ เหมือนกับอยู่ดี ๆ ถูกกล่าวหาว่าทุจริต และความเข้าใจในเรื่องยังไม่มี จึงเกิดความรู้สึก และอารมณ์ขึ้นมา แต่ตนขอกราบตรง ๆ ว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะฟ้องเอกชนเพื่อปิดปาก เพียงแต่นำคดีขึ้นสู่ศาลเป็นเรื่องที่ดี เพื่อที่จะนำความจริงมาพูดกัน แต่ไม่ได้มีนโยบายว่าจะฟ้องใคร” รองนายกฯ ระบุ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)