
กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (21 พ.ค.) ว่า ยอดส่งออกเดือนเม.ย.ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 14.8% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับ 10.51 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. และแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 9.3%
ยอดส่งออกโดยรวมในเดือนเม.ย.ของญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่น ๆ โดยยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ทะยานขึ้น 41.6% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี
ส่วนยอดนำเข้าโดยรวมในเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 9.7% แตะระดับ 10.21 ล้านล้านเยน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 8.3% โดยได้แรงหนุนจากการนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นจากเกาหลีใต้
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้าลดลงแตะระดับ 3.019 แสนล้านเยนในเดือนเม.ย. จากระดับ 6.43 แสนล้านเยนในเดือนมี.ค.
สำหรับการส่งออกไปยังจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้น 15.5% ขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 9.5%
รายงานของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นระบุว่า ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลง 67.2% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สวนทางกับการนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้น 118.2% ในเดือนเม.ย.
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นอย่างมากนั้น ได้เร่งความพยายามในการจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งทางเลือกอื่น ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 พ.ค. 69)





